5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก #Matchday29

9 March 2020
172 VIEWS

ณ วันนี้ (จันทร์ที่ 9 มีนาคม) พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 29 ของฤดูกาล อาจจะยังไม่ได้จบลงไปทุกคู่ทุกสนาม เพราะเหลือเกม มันเดย์ไนท์ ระหว่างเลสเตอร์ ซิตี กับ แอสตัน วิลลา ที่จะลงสนามกันในคืนวันนี้ แต่สำหรับเกมที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เพียงพอแล้ว ที่เราจะมองหา 5 สิ่งที่เกิดขึ้น มาพูดคุยกันในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะเกมซูเปอร์ บิ๊กแมตช์ในวันอาทิตย์อย่าง แมนเชสเตอร์ ดาร์บี ที่มีอะไรให้พูดถึงมากมาย

และนี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้จาก พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้ง 5 สิ่งครับ

ลิเวอร์พูล จบสัปดาห์แห่งความพ่ายแพ้ลงได้แล้ว

หลังจากเจอสัปดาห์นรกแตกด้วยการแพ้ 2 นัดติด ต่อ วัตฟอร์ด และต่อด้วยความพ่ายแพ้ช่วงกลางสัปดาห์ต่อ เชลซี ในเอฟเอ คัพ แต่พวกเขาก็กลับมาได้สำเร็จ หลังเอาชนะ บอร์นมัธ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา อันที่จริงต้องบอกว่า พวกเขาชนะได้แบบค่อนข้างเหนื่อย แต่ก็เป็นผลงานที่ทำได้ตามเป้า

ชัยชนะนัดนี้ อาจจะทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องการอีกแค่ 5 วันในการคว้าแชมป์ หรือถ้าจะพึ่งตัวเองโดยไม่แคร์ใคร พวกเขาต้องการชัยชนะอีกแค่ 2 นัดเท่านั้น ซึ่งไม่น่าใช่เรื่องยาก และการนับถอยหลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกภายในเดือนนี้นี่แหละ

เมืองแมนเชสเตอร์ ถูกย้อมด้วยสีแดงอีกครั้ง

แม้จะไม่นานเท่าลิเวอร์พูลที่รอมากว่า 30 ปี แต่เป็นเวลานับ 10 ปี ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี หลังการเข้ามาของ ซีค มานซูร์ บิน ซาเยด จนกระทั่งเกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูไนเต็ด สามารถกลับมาชนะ ซิตี ไปกลับได้เสียที

ต้องยอมรับว่า การเข้ามาของ บรูโน แฟร์นานด์ส ทำให้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ลงตัวขึ้น เสมือนการได้จิ๊กซอว์ที่ลงตัวทำให้ภาพที่กำลังต่อสมบูรณ์ขึ้น แน่นอน พวกเขายังมีปัญหาในทีมทั้งในเรื่องของ แนวรับและข้อกังขาต่อตัวของกุนซือชาวนอร์วีเจียน ที่ยังไม่หมดไป แต่ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขามาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว

อันเชล็อตติ อาจไม่แฮปปี้ที่กลับมา เดอะ บริดจ์ ในสภาพนี้

คาร์โล อันเชล็อตติ แม้จะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากแฟน ๆ ของ เชลซี แต่ผลพ่ายแพ้อย่างหมดรูปที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่น่าใช่สิ่งที่เขาพึงพอใจอย่างแน่นอน เพราะแม้จะเป็นการกลับมาที่นี่ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2011 แต่มันเป็นความพ่ายแพ้ที่เละเทะที่สุดในอาชีพของกุนซือชาวอิตาเลียน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ซึ่งวันนั้นเขาคุม เรอัล มาดริด พ่าย แอตเลติโก มาดริด 0-4 เช่นกัน

ไม่ใช่แค่นั้น ความพ่ายแพ้นัดนี้ทำให้โอกาสที่พวกเขาจะได้ลุ้นไปเล่นใน ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ยากขึ้นเป็นเท่าตัว จะว่าไป จากเกมอีก 9 นัดที่เหลือ ในทางทฤษฏี การไปเล่นใน แชมเปียนส์ ลีก อาจจะยังเป็นไปได้ แต่ความเป็นไปได้ในทาง ปฏิบัติค่อนข้างยาก และอย่าว่าแต่ แชมเปียนส์ ลีก เลย ในสภาพทีมและฟอร์มการเล่นแบบนี้ การไปเล่นใน ยูโรปา ลีก ยังยากเลยด้วย

เชลซี กุมชะตากรรมตัวเองในกรไป แชมเปียนส์ลีก

ตรงข้ามกับ เอฟเวอร์ตัน เพราะผู้ชนะอย่าง เชลซี แม้จะรักษาช่องว่างห่างจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไว้ที่ 3 คะแนนได้สำเร็จ แต่โอกาสการไปเล่นใน แชมเปียนส์ ลีก ของพวกเขา เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม เพราะชัยชนะนัดนี้ มันทำให้พวกเขาได้กำลังใจเติมเต็มทีมอย่างเต็มเปี่ยม นี่ยังไม่นับว่า นักเตะอย่าง รอส บาร์คลีย์ และ เมสัน เมาต์ กลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีในเกมนี้ด้วย นอกจากนี้ บิลลี กิลมอร์ ก็เริ่มจะฉายแววหลังได้ลงเล่นเป็นตัวจริงอีกต่างหาก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เชลซี มีโอกาสมากขึ้นทั้งที่ช่องว่างเท่าเดิม นอกจากจำนวนเกมจะน้อยลง แต่ช่องว่างของพวกเขากับ เลสเตอร์ ซิตี โดยบีบเหลือแค่ 2 คะแนนแล้ว แม้ทีม “จิ้งจอก” จะมีเกมในมือคืนนี้อีกนัด แต่อย่าลืมว่า ช่วงนี้ฟอร์มของพวกเขาแกว่งจนน่าตกใจ และการโดนบีบช่องว่างลงมาแบบนี้ อาจจะส่งผลทางจิตใจอย่างมากต่อผู้เล่น จนอาจจะทำให้พวกเขาพลาดอีกก็ได้

โซนตกชั้นไร้แต้ม นั่นหมายถึงโอกาสของ “สิงห์ผยอง”

สืบเนื่องจากด้านบน ที่บอกว่า เลสเตอร์ ซิตี กำลังแกว่ง และ แอสตัน วิลลา คือคู่แข่งของพวกเขาในค่ำคืนนี้พอดิบพอดี ที่น่าสนใจคือ ในสัปดาห์นี้ บรรดาทีมหนีชั้น เหมือนหยุดคะแนนรอพวกเขาทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่ นอริช ซิตี, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ด ไปจนถึง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แถมทีม “สิงห์ผยอง” ยังมีเกมในมือรวมเกมคืนนี้อีก 2 นัด และพวกเขาห่างจากโซนปลอดภัยแค่ 2 คะแนนเท่านั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การลุ้นทีมตกชั้นในปีนี้ อาจจะต้องลุ้นกันไปยาว ๆ จนถึงเกมท้าย ๆ หรือดีไม่ดีก็ต้องไปถึง “เกมสุดท้าย” ด้วยซ้ำไป เพราะหลังจากนี้อะไรก็ยังเกิดขึ้นได้มาก และบรรดาทีมหนีตกชั้นนี่แหละ ที่จะเป็นตัวแปรที่น่าสนใจต่อบรรดาทีมที่ลุ้นไปเล่นในโควตาฟุตบอลยุโรป เพราะทีมเหล่านี้ในช่วงดิ้นรนหนีตาย “สามารถเอาชนะใครก็ได้” ทุกทีมจริง ๆ