5 สิ่งที่เราได้เรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก #Matchday13

5 สิ่ง
25 November 2019
606 VIEWS

หลังจากพักเบรกทีมชาติกันไปเต็ม ๆ พรีเมียร์ลีก ก็กลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง และคราวนี้ก็เข้าสู่ช่วงยิงยาวเพราะกว่าจะมีเบรกทีมชาติอีกทีก็เดือนมีนาคมปีหน้า แต่บางทีมก็ต้องเจอกับโปรแกรมโหดกว่าทีมอื่น โดยเฉพาะสโมสรที่มีคิวไปเตะฟุตบอลสโมสรยุโรป และรวมไปถึง ลิเวอร์พูล ที่ต้องแบ่งทีมไปเตะสโมสรโลกด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องราวที่ว่า ยังมาไม่ถึงเรามาว่ากันที่เรื่องของพรีเมียร์ลีกที่เพิ่งเกิดขึ้นไปดีกว่า ว่า พรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอะไรให้เราเรียนรู้กันบ้าง และนี่คือ 5 เรื่องราวนั้นครับ

ราล์ฟ, มาร์โก, อูไน ใครจะไปก่อนกัน?

น่าแปลกใจไม่น้อย ที่กุนซือ 3 คนนี้ยังตำแหน่งอยู่ แต่เป็น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ที่ปลิวออกจากตำแหน่งไปก่อนในช่วงปลายของการพักเบรกทีมชาติ และพอมาในเกมพรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง 3 คนก็ไม่มีใครชนะ แต่อัตราการต่อรองก็มีการเปลี่ยนแปลง กลายเป็น อูไน เอเมรี ที่เป็นเต็ง 1 จะโดนปลดแทน ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิล แล้ว

ผลเสมอกันระหว่าง อาร์เซนอล กับ เซาธ์แฮมป์ตัน แสดงให้เห็นว่า “ปืนใหญ่” น่าผิดหวังกว่า “นักบุญ” เพราะด้วยฟอร์ม และชื่อชั้นของนักเตะ ชนะน้อยอาจจะยังไม่พอใจแฟนเลย แต่นี่ถึงกับไม่ชนะ ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ของ มาร์โก ซิลวา ก็โคม่า ไม่แพ้กัน หลังจากพ่ายนอริช คาบ้าน

ผลงานแบบนี้คงจะตอบยากว่าใครจะไปก่อน เพราะอยู่ที่บอร์ดบริหารทีมไหนใจแข็งกว่ากัน แต่ที่ตอบได้ตอนนี้คือ ใครจะไปก็ไม่น่าแปลกใจทั้งนั้นเลย!

จาก สเปเชียล วัน สู่ แฮปปี วัน ถึงปัจจุบันคือ ฮัมเบิล วัน ของ มูรินโญ

โชเซ มูรินโญ ให้สัมภาษณ์ตอนรับงานว่า ตลอด 11 เดือนที่ว่างงาน เขาพิจารณาตัวเองมาตลอด และเขาจะถ่อมตัวขึ้น ซึ่งตลอด 5 วันที่อยู่ในตำแหน่ง เขากลายเป็น ฮัมเบิล วัน (Humble One) ไปจริง ๆ

แต่ไม่ว่าเขาจะนิยามตัวเองว่าอะไร ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมาทำงานแค่ 3 วันก่อนบอลเตะ แล้วงัดฟอร์มเก่งของทีมตราไก่ออกมาได้เป็นเรื่องน่าชื่นชม นอกจากนี้ สเปอร์ส ยังเป็นฝ่ายครองเกม บุกใส่เวตส์แฮม โดยครองบอลมากกว่า ยิงมากกว่า และเอาชนะได้ ทำเอาหลายคนลืม “รถบัสในตำนาน” ไปเลย แต่แน่นอน นี่เพิ่งนัดแรก และไม่ได้เจอกับทีมใหญ่ ชัยชนะนี้จึงไม่น่าประทับใจมากมายนัก

แต่อย่างไร การกลับมาที่ พรีเมียร์ลีก อีกครั้งของ โชเซ มูรินโญ น่าจะทำให้ลีกนี้สนุก มีสีสัน และ “ไก่เดือยทอง” อาจจะกลายเป็นตัวแปลสำคัญในบั้นปลาย ก็ได้

วูล์ฟส์, เชฟยู, เบิร์นลีย์ สามทีมนอกสายตากับผลงานน่าประทับใจ

อาจจะเร็วเกินไปอยู่บ้าง ถ้าจะบอกว่า สามทีมที่มีชื่อด้านบน มีโอกาสลุ้นโควตา ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลหน้า ในช่วงเวลาที่ทีม บิ๊ก 6 อื่น ๆ ทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (ยกเว้น อาร์เซนอล) ดูตั้งหลักได้ แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือ 3 ทีมที่สร้างเซอร์ไพร์สในฤดูกาลนี้ที่สุดแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมา วูล์ฟแฮมป์ตัน และ เบิร์นลีย์ ต่างเอาชนะคู่แข่งได้ ขณะที่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แม้ไม่ชนะก็เสมอทีม บิ๊ก 6 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้อันดับในตารางคะแนนพวกเขาเรียงอยู่ที่ 5-7 ตามลำดับ และโดยเฉพาะ เชฟยู พวกเขาเป็นทีมที่ “เหนียว” มาก ๆ เพราะเพิ่งเสียประตูไปแค่ 12 ประตูในลีกเท่านั้น น้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก เลสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูลแค่ 2 ทีมด้วย

ถึงแม้บั้นปลายพวกเขาจะไม่ได้ไปเล่นในสโมสรยุโรป หรือ อันดับอาจจะร่วงลงมามากกว่านี้ แต่สำหรับตอนนี้ ทั้ง 3 ทีม ทำผลงานได้น่าประทับใจจริง ๆ

เลสเตอร์ ซิตี้ คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในชั่วโมงนี้

นับตั้งแต่พ่ายต่อ “หงส์แดง” 1-2 ที่แอนฟิลด์ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เก็บชัยชนะได้หมดใน 6 นัดต่อมาในทุกรายการที่ลงเล่น ยิงไปรวม 20 ประตู และเสียแค่ 2 ประตูเท่านั้น ทำให้ตอนนี้ พวกเขาเพิ่งเสียประตูไปแค่ 8 ลูกในพรีเมียร์ลีก น้อยที่สุดในบรรดาทีมทั้งหมด รวมถึง “หงส์แดง” เองด้วย

ชัยชนะนัดล่าสุด ทำให้พวกเขายังตามหลังจ่าฝูงอยู่ 8 คะแนนเท่าเดิม แต่สิ่งที่เขาจะได้เปรียบมาก ๆ หลังจากนี้ไปจนถึงปลายเดือนหน้า คือโปรแกรมการแข่งขันที่ค่อนข้างเบา ไล่ตั้งแต่ เอฟเวอร์ตัน, วัตฟอร์ด, แอสตัน วิลลา และ นอริช ซิตี้ ซึ่งเป็นเกมที่พวกเขามีศักยภาพพอจะเก็บ 3 คะแนนเต็มได้ทุกนัด

ในทางกลับกัน แม้ “หงส์แดง” จะโปรแกรมไม่หนักมากพอกัน แต่พวกเขามีโปรแกรมลงสนามที่ “ถี่กว่ามาก” ดังนั้นการพลาด 1 หรือ 2 เกม อาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้ามันเกิดขึ้นจริงล่ะก็ เลสเตอร์ ซิตี้ นี่แหละที่จะเป็นทีมที่เป็นฝ่ายกดดันพวกเขาหลังจากนี้

คุณสมบัติของแชมป์ที่ยังไม่หายไปของ “หงส์แดง”

ถึงแม้จะเสมอแค่นัดเดียวในพรีเมียร์ลีกปีนี้ แต่ “หงส์แดง” ชนะคู่แข่งแบบ ระทึกใจบ่อยกว่านั้นมาก เพราะพวกเขายิงประตูในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมการแข่งขันไปแล้วถึง 6 นัดในการแข่งขันฤดูกาลนี้ทุกรายการ และหลายครั้งประตูเหล่านั้นเปลียนจาก 0 เป็น 1 คะแนน แบบในเกมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือเปลี่ยนจาก 1 เป็น 3 แบบในเกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้, แอสตัน วิลลา หรือในเกมล่าสุดกับ คริสตัล พาเลช

นี่เป็นคุณสมบัติของทีมแชมป์ที่พึงมี คือการเอาตัวรอดจากสถาการณ์ที่คับขัดให้ได้ เรามักเห็นแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำแบบนี้ได้บ่อย ๆ จนมี วลีเด็ดอย่าง “ทดเวลาจนกว่าจะยิงประตูได้” ขึ้นมา แต่ในยุคนี้คุณสมบัตินั้นไปอยู่กับทีม “หงส์แดง” แล้ว

ถ้าทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ยังรักษาความสามารถในการเอาตัวรอดจากวิกฤตแบบนี้ไว้ได้ต่อไป โอกาสที่จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปี จะเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน