5 เรื่องน่าสนใจใน ซูเปอร์โบวล์ 54: ศึกแดงเดือด “คนชนคน” ของ ชีฟส์ กับ โฟร์ตี้ไนเนอร์ส

ซูเปอร์โบวล์
21 January 2020
342 VIEWS

ถ้าไม่นับ โพร โบวล์ ซึ่งเป็นเกมที่เล่นกัน ขำ ๆ ซูเปอร์โบวล์ จะเป็นเกมสุดท้ายของฤดูกาล ที่แฟน ๆ อเมริกัน เกมส์ รอคอยกันมาตลอดปี และเมื่อจบเกมนี้ลง พวกเขาก็ต้องรออีก 7 เดือนเป็นอย่างน้อย ถึงจะเห็นเกม อเมริกันฟุตบอล กลับมาแข่งขันกันในสนามอีกครั้ง ดังนั้น เกมนี้ จึงเป็นเกมที่ ยิ่งใหญ่ และ สำคัญที่สุดของปีอย่างไม่ต้องสงสัย

ในปีนี้ ซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 54 เป็นการชิงชัยกันของ 2 ทีม “สีแดง” โดยแชมป์สาย เอเอฟซี ตกเป็นของ แคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ จะต้องเจอกับ ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส แชมป์สาย เอ็นเอฟซี ซึ่งครั้งนี้ เป็น ไนเนอร์ส ที่เลือกใส่ชุดสีขาว ทำให้ ชีฟส์ จะได้ใส่ชุดสีแดงลงสนามที่ ฮาร์ด ร็อคส์ สเตเดี้ยส ที่ไมอามี ในเช้าวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย

ก่อนจะถึงเกมนั้น เรามีเรื่องราวน่าสนใจ มาฝากกัน สัก 5 เรื่อง เผื่อจะช่วยให้ดู ซูเปอร์โบวล์ ครั้งนี้สนุกขึ้น ไม่มาก ก็น้อย!

เกมรุก ปะทะ เกมรับ

มีคำพูดคลาสิกในวงการอเมริกันฟุตบอลซึ่งถูกใช้มาช้านานนั่นคือ “เกมรุกมีไว้ขายตั๋ว, เกมรับมีไว้คว้าแชมป์” เนื่องจาก เกมรุกที่ดูสนุก เป็นที่ชื่อชอบของแฟน ๆ ตรงข้ามกับเกมรับที่ออกจะดูน่าเบื่อ แต่เกมรับนี่แหละ คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้ และเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ ในซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 54 นี้ เป็นอีกครั้ง ที่เป็นการเจอกันของทีม ซึ่งหนึ่งโดดเด่นในเกมรุก และ อีกหนึ่งโดดเด่นในเกมรับ

ชีฟส์ เข้ารอบมาด้วยเกมรุกที่ร้อนแรง และมีเกมรับอยู่ในระดับที่เรียกว่าใช้ได้ หลังใช้เกมบุก แซงเอาชนะคู่แข่งในรอบเพลย์ออฟมาได้ทั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ทั้งในรอบ ดิวิชันแนล ที่พบกับ ฮิวสตัน เท็กแซนส์ และรอบ ชิงแชมป์สายที่เชือด เทนเนสซี ไททันส์ ตรงกันข้ามกับ ไนเนอร์ส ที่ใช้เกมรับกดคู่แข่งให้มีแต้มต่ำ และตังเองวิ่งใส่ โดยที่ “จิมมีจี” จิมมี การ็อปโปโล ควอร์เตอร์แบคของทีมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าของ ซูเปอร์โบวล์ ที่น่าสนใจ และการดำเนินมาในฤดูกาลที่ 100 ของ NFL มันอาจจะทำให้เราได้เห็นผลลัพธ์ที่เหนือกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก็ได้

จุดเปลี่ยนของ ไนเนอร์ส กับ การมาของ “จิมมีจี

NFL เป็นเกมของ ควอร์เตอร์แบค เพราะฉะนั้นเราจะได้ยินชื่อของควอร์เตอร์แบคเป็นที่รู้จักก่อนตำแหน่งอื่นเสมอ ทั้ง ทอม เบรดี, เพย์ตัน แมนนิง, โจ มอนทานา หรืออื่น ๆ และ ควอร์เตอร์แบค นี่แหละที่มีอำนาจในการเปลี่ยนโฉมหน้าของทีม เพราะ หลังจากที่ จิม ฮาร์บอร์ ออกไปจากทีม “คนตื่นทอง” ทีมทีมนี้ก็มีผลงานแพ้มากกว่าชนะมาตลอด

ชนะ 5 แพ้ 11 ภายใต้ จิม ทอมซูลา ในปี 2014, ชนะ 2 แพ้ 14 ภายใต้ ชิป เคลลี ในปี 2015 แม้กระทั่งภายใต้โค้ชคนปัจจุบันอย่าง ไคล์ ชานาแฮน 2 ฤดูกาลแรก ก็มีสถิติ ชนะ 6 แพ้ 10 และ ชนะ 4 แพ้ 12 โดยในฤดูกาล 2017 พวกเขาเทรดเอา จิมมีจี มาจาก นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ แล้ว และจอมทัพหน้าหล่อ ก็พาทีมชนะ 6 เกมติด แต่ในฤดูกาลต่อมา เขาต้องพบวิบากกรรม ด้วยการเอ็นเข่าฉีกไปอีก

การกลับมาแบบเต็ม ๆ ในฤดูกาลนี้ การ็อปโปลี ยังไม่ได้เครดิตเท่าที่ควร เนื่องจากทีมมีเกมรับ กับ เกมวิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่กระนั้น เราก็ต้องยอมรับว่า ทีมอเมริกันฟุตบอลในลีกนี้ ต้องเริ่มสร้างจาก ควอร์เตอร์แบค และที่ทีมมาดีได้ขนาดนี้ เพราะการเอาตัวเขามาร่วมทีมนั่นเอง

การรอคอย 50 ปี ของทีมผู้ให้กำเนิด “ซูเปอร์โบวล์”

ช่างเป็นการรอคอยที่ยาวนาน สำหรับทีม แคนซัส ซิตี ชีฟส์ กับวันที่เขาจะได้เข้าไปใน ซูเปอร์ โบวล์ อีกครั้ง หลังเคยคว้าแชมป์นี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม 1970 ด้วยการเอาชนะ มินเนโซตา ไวกิงส์ ที่ ทูเลน สเตเดียม ในมลรัฐหลุยส์ เซียนา ซึ่งเป็นเวลากว่า 50 ปี มาแล้ว

ลามาร์ ฮันท์ เจ้าของทีม ชีฟส์(ผู้ล่วงลับ)ในตอนนั้น เป็นคนก่อตั้ง เอเอฟแอล ที่มารวมลีกกับ NFL และก่อกำเนิดเป็น ซูเปอร์โบวล์ เป็นผู้ที่คิดคำคำนี้ขึ้นมา โดยในตอนนั้น เขาเห็นลูกชาย คลาร์ก ฮันท์ (เจ้าของทีม เคซี ในตอนนี้) เล่นของเล่นที่เรียกว่า ซูเปอร์บอล เขาจึงเกิดไอเดีย และ บิดคำเป็นคำว่า ซูเปอร์โบวล์ ซึ่งใช้สืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน

50 ปีหลังจากที่ ซูเปอร์โบวล์ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ (ไม่นับ 3 ครั้งแรกที่เรียกว่า AFL-NFL แชมป์เปียนชิพ ซึ่งภายหลังถูกเรียกย้อนหลังว่า ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 1-3) ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นี้ ผู้ที่ทำให้เกิดคำว่า “ซูเปอร์โบวล์” ตัวจริงอย่าง คลาร์ก ฮันท์ จะได้เข้าไปลุ้นแชมป์ที่เขามีส่วนทำให้มันเกิดมา แต่ในข้อที่ว่า เขาจะคว้ามันกลับไปได้หรือไม่นั้น ต้องไปรอดูกันทีหลัง 

โอกาสทาบ สตีเลอร์ส-แพทริออตส์ ของ “คนตื่นทอง”

มี 2 ทีมที่ครองความยิ่งใหญ่มากที่สุดในวงการอเมริกันฟุตบอล เมื่อนับด้วยจำนวน ลอมบาร์ดี โทรฟี หรือ ถ้วยแชมป์ ซูเปอร์โบวล์ นั่นคือ พิตต์สเบิร์ก สตีเลอร์ส และ นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ โดยทั้ง 2 ทีม ครองแชมป์เท่ากันที่ 6 ครั้ง และทั่ง 2 ทีมล้วนแต่เป้นทีมจากสาย เอเอฟซี

ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส มีโอกาสจะเป็นทีมแรกจาก เอ็นเอฟซี ที่ขึ้นไปทาบอันดับนั้น ด้วยการคว้าแชมป์ในปีนี้ให้ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาต้องเอาชนะ แคนซัส ซิตี ให้ได้นั่นเอง โดยถ้าหากพวกเขาทำได้ นอกจากจะเป็นทีมจาก เอ็นเอฟซี ทีมแรกที่คว้าแชมป์ได้ 6 สมัยแล้ว พวกเขาจะแซงคู่ปรับร่วมสายอย่าง ดัลลัส คาวบอยส์ ขึ้นไปได้แชมป์ 6 สมัยก่อนด้วย

แต่พูดเลยว่า งานนี้ ไม่ง่าย เพราะอย่าลืมว่า เขาต้องรับมือกับชายที่มีชื่อว่า “แพทริก มาโฮมส์” นั่นเอง

จะเป็นครั้งแรกของ แอนดี รีด หรือ ครั้งแรกที่มี พ่อ-ลูก คว้าแชมป์ ซูเปอร์โบวล์

แอนดี รีด เป็นเพื่อนรักกับ บิลล์ เบลิชิค หัวหน้าโค้ชของ นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ มาอย่างยาวนาน ทั้งคู่ถูกขนานนามเป็นยอดโค้ชในบุคปัจจุบัน โดย เบลิชิค ถือเป็น อัจฉริยะด้านทีมรับ ส่วน อินดี รีด ก็เป็นผู้หาตัวจับยากในเกมรุก แต่ความแตกต่างอย่างมากของทั้ง 2 คน คือจำนวนแชมป์ ที่ หัวหน้าโค้ชหน้านิ่งจากทีมแห่งบอสตัน กดไปแล้ว 6 สมัย แต่ รีด ยังไม่ได้เลยสักครั้งเดียว นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของรีด ในการคว้าแชมป์แรก

ตัดภาพมาที่ ไคล์ ชานาแฮน แม้นี่จะเป็นครั้งแรกในฐานะหัวหน้าโค้ช แต่ อัจฉริยะเกมบุกคนนี้ มีประสบการณ์ในซูเปอร์โบวล์ตั้งแต่สมัยทำงานกับพ่อของเขาอย่าง ไมค์ ชานาแฮน ที่ เดนเวอร์ บรองโกส์ แล้ว นอกจากนี้ เขายังเป็นโค้ชทีมบุกให้ แอตแลนตา ฟอลคอนส์ ในรอบชิงเมื่อ 3 ปีก่อนด้วย

NFL ไม่เคยมีคู่ พ่อ-ลูก ที่คว้าแชมป์ ซูเปอร์โบวล์ ในฐานะหัวหน้าโค้ชมาก่อน ไคล์ มีโอกาสจะตาม ไมค์ ผู้พ่อในการทำสถิตินี้เป็นคู่แรกในวงการ แต่ รีด ก็ไม่ต้องการที่จะ “อกหัก” ในซูเปอร์โบวล์ อีกแล้วเช่นกัน

ผู้ที่จะสมหวังมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น….คำตอบไปนั้น ต้องไปรอดูในเช้าวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ นี้