เจาะ 5 ข้อ เดยัน ลอฟเรน สอบตก หงส์พังคารังแตน

เดยัน ลอฟเรน
3 March 2020
678 VIEWS

เยอร์เก้น คลอปป์ ไม่อยากอธิบายอะไรมากก่อนเกมเอฟเอ คัพ รอบ 5 เยือนเชลซี ค่ำคืนนี้เวลาตี 2.45 เลยได้พูดแค่กว้าง ๆ และไม่ได้กล่าวโทษถึง เดยัน ลอฟเรน ยามถูกถามถึงในช่วง “เวลาร้อน ๆ” หลังแพ้วัตฟอร์ด 0-3 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถ้าใครโทษ เดยัน ลอฟเรน สำหรับความพ่ายแพ้เกมนี้ ผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ในชีวิตผม ผมได้คุยกับผู้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลน้อยกว่าผมหลายต่อหลายครั้ง และนั่นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผมเป็นผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกที่รายได้ดี และก็น่าจะรู้มากกว่าผู้คนส่วนใหญ่ แต่ในระดับนี้ ผมพูดถึงมันมากไม่ได้หรอก คุณต้องดูไปตามสถานการณ์

ใช่ มันเป็นความท้าทายอย่างสูงของเดยันที่ต้องเล่นกับ ทรอย ดีนีย์ ซึ่งผู้เล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟมากมายในโลกก็ต้องลำบากในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ โจ (โกเมซ) ก็เคยเจอมาก่อน บางทีทุกคนก็ต้องเคยเจอเหมือนกัน

เดยัน และโจ เล่นได้ยยอดเยี่ยมให้เรา แต่ก็เหมือนกับทุก ๆ คน (ในโลก) คุณต้องสมบูรณ์ และต้องฟิต และต้องการจังหวะต่อเนื่องในการเล่น นั่นคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับฟุตบอลอาชีพ ยามคุณไม่ได้เล่น คุณจะมีเซสชั่นซ้อม แต่คุณก็ไม่ได้เล่นบ่อย เดยัน คือ เซนเตอร์ฯที่ยอดเยี่ยม

ครับ คลอปป์ พูดได้ถูกในแง่ที่หากพูดไปก็ 2 ไพเบี้ย และยังอาจฆ่าทางอ้อมดาวเตะโครเอเชียที่ยามนี้อาจจะหาคำตอบหลายข้อไม่ได้จากผลงานส่วนตัวในเกมนี้ที่วิคาเรจ โร้ด

ส่วนตัว ผมไม่ได้จะ “เบลม” ลอฟเรนนะครับ เพราะหากทำ คงทำไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ในข้อเขียนของตัวเอง

อีกทั้งก็จริงอย่างที่คลอปป์ว่าไว้ว่า หลายคน หรือแทบทุกคนเล่นไม่ได้ดีในระดับเกมฟุตบอลของตัวเอง ประกอบกับทุกอย่าง “เข้าล็อก” วัตฟอร์ด และอิสไมลา ซาร์ เป็นพิเศษโดยมีลูกพี่ ดีนีย์ คอยขยี้

การจะ point out ชี้นิ้วไปที่ใครคนใดคนหนึ่งจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำนัก

แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ นะครับ ผมขออนุญาตพูดถึง เดยัน ลอฟเรน ในเกมนี้สักหน่อยดังนี้ครับ:

1.การประกบดีนีย์ด้วยการยืนชิด แผ่นหลังกัปตันแตนฯ ชนหน้าอกกองหลังรองแชมป์โลก หรือตูดดีนีย์นั่งบนตักลอฟเรน ตลอดเกม ไม่ใช่สิ่งที่ชาญฉลาดนัก

เพราะมันคาดการณ์ได้ และเพราะดีนีย์แข็งแกร่งกว่า อันทำให้การชนโดยตรงแบบนั้น ผู้ชนะมีได้แค่คนเดียว

ประตูที่ 1 จากลูกทุ่ม และประตูที่ 3 จากบอลลอยโด่งมา ลอฟเรนล้วนพลาดในการขึ้นโหม่ง หรือประกบ

ตลอดทั้งเกมก็เช่นกัน

ทางแก้ หรือออฟชั่นอื่น ๆ คือ อ่านเกม ดักตัดก่อนด้านหน้า, อ่านเกม จังหวะบอลสูงสุดแล้วเดินไปยืนค้ำตรงนั้นเพื่อขึ้นโหม่งให้ชนะ หรือประชิดแล้วถอยออกมาเพื่อเล่นจังหวะสองโดยตัวเองไม่ล้มลุกคลุกคลานก็อาจทำได้ในพื้นที่ที่ไกลจากปากประตู หรือเขต 18 หลา

ทว่า ลอฟเรนไม่ทำ และแพ้ตลอดทั้งเกมการปะทะ

2.การยืนตำแหน่งในครึ่งแรกที่ห่างจาก เวอร์จิล ฟาน ไดค์ มาทางซ้ายมากไป อาจจะเพราะต้องการมาโคเวอร์ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เติมสูง หรืออะไรก็สุดแล้วแต่

ทว่า การทำเช่นนั้นโดยปราศจากการสื่อสารกับเพื่อนไม่ว่าจะ ฟาบินโญ่ ที่หลายครั้งขึ้นสูงไปแล้ว หรือเทรนท์ ที่เติมไปแล้ว มันทำให้ shape ของทีมตอนบิ้วท์อัพเกมรุกเสียไป (เกิดช่องว่างระหว่างเค้า และ Vvd รวมถึงพื้นที่ด้านหน้าเซนเตอร์ฯทั้งคู่) และเสี่ยงต่อการโดนโจมตีซึ่ง ดีนีย์ (จากตรงกลาง), เดอโลเฟว และเปไรย์รา (จากฝั่งขวา) ก็ทำได้บ่อยในครึ่งแรก และทำให้เสีย 2 ประตูในครึ่งหลังจากฝั่งนี้

3.ประตูที่ 3 เกิดจากการไม่มีสมาธิ และไม่สื่อสารกับฟานไดค์ที่ยืนอยู่หน้า ซาร์ และบอลโชคร้ายหลุดทะลุหลังแบ็คให้ดาวเตะเซเนกัลหลุดเดี่ยวไปยิง 2-0 ก่อน อดัม ลัลลานา จะถูกเปลี่ยนตัวลงมาไม่กี่วินาที

จังหวะนี้ ลอฟเรน ควรยืนโคเวอร์ฟานไดค์ (ระนาบเดียวกัน หรือต่ำกว่า – ไม่ใช่ยืนสูงกว่า เพราะมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมด) และคุมซาร์ ไปด้วย หาใช่ยืนสูง และไม่คาดการณ์สถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้จนสุดท้ายบอลหลุดทีเดียวทะลุทั้งแผง

4.ความไม่นิ่ง โดยเฉพาะสถานการณ์กดดัน หรือยามถูกบีบให้ต้องตัดสินใจยาก ๆ ทำได้ไม่ดี และจะออกอาการเนกาทีฟ เช่น เตะทิ้งโฉ่งฉ่าง, มือไม้พัลวัน, เข้าพรวด, ยืนผิดที่ผิดทางเหมือนหลงทาง, จ่ายบอลง่าย ๆ พลาด ฯลฯ

โดยทั้งหมดนอกจากส่งผล “ทางตรง” กับทีมแล้ว ใน “ทางอ้อม” มันทำให้เพื่อนร่วมทีมตั้งแต่นายทวาร อลิสซง ไม่มั่นใจ และทำให้ทีมต้องฝืนเล่นบางช็อตที่อาจไม่อยากทำเพราะตัวเค้าจนเกิดผลเสีย ไม่นับผลเสียโดยตรงจาก 3 ประตูเป็นต้น

5.ลอฟเรน ทำให้ลิเวอร์พูลออก “บอลแรก” ไม่ได้ แม้จะต้องยอมรับว่า วัตฟอร์ดเล่นเพรสซิ่งได้ดี และรับได้ compact ตอนต้องลงรับต่ำแล้วบีบให้ลิเวอร์พูลพลาดก่อนโต้

ทว่า ความสามารถในการเล่นด้วยเท้า การยืนตำแหน่ง การสื่อสารของลอฟเรน หรือความเร็ว คือ ข้อแตกต่างจาก โจ โกเมซ และโจเอล มาติป ที่จะทำได้ดีกว่า และทำให้บอลจากหลังสู่กลางของหงส์แดงทำได้ดีกว่า

แน่นอน พอมันไม่ดี มันก็พร้อมเสีย และโดน transition มาเป็นฝ่ายรับทันทีซึ่งจากข้อ 1-4 ก็จะเห็นว่า ลอฟเรนทำได้ไม่ดีอีกเช่นกัน และไม่สามารถเป็นกองหลังที่เล่นสถานการณ์ 1v1 ได้เลย

ทั้งหมดที่ผมเค้นออกมา 5 ข้อจำต้องขยายยาว ๆ แบบนี้ให้เห็นภาพซึ่ง คลอปป์คงไม่อยากทำ เพราะอธิบายแต่ละอย่างมันก็จะกระทบชิ่ง และหาใช่จะเป็นอะไรผิดถูกแบบ “ขาว หรือดำ”

เพราะบางทีก็ “เทา ๆ” ที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มอย่างละเอียด

เอาเป็นว่า เราต้อง move on และทำอะไรไม่ได้

ไม่ได้เกลียด เดยัน ลอฟเรน และไม่ได้อะไรยังไงกับเกมลักษณะนี้ที่ไม่ได้สำคัญถึงกับความเป็น ความตาย

แต่บทเรียนนี้ทำให้ทราบว่า ลิเวอร์พูลต้องไม่พลาดซ้ำอีกในเกมสำคัญกับ เดยัน ลอฟเรน ครับ