5 ปัญหาหงส์เยือนยุโรป

หลังบุกโดนเนย์มาร์ แอนด์ โค ไล่เช็กบิล 2-1 ที่ปารีส เท่ากับว่าสามนัดนอกบ้านในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล แพ้รวด เก็บไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว

บันทึกว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีมหงส์แดง

และถ้าย้อนไปตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ยังบุกแพ้โรม่า 2-4 ในรอบรองฯ นัดที่สอง ก่อนพ่ายต่อเรอัล มาดริด ในนัดชิงชนะเลิศที่กรุงเคียฟ

ลิเวอร์พูล ไม่ชนะนอกแอนฟิลด์บนเวทียุโรป มา 5 นัดติดต่อกัน แย่กว่านั้นคือแพ้เรียบวุธ จากโรม, เคียฟ, เนเปิ้ล, เบลเกรด และปารีส

คำถามคือว่า…มันเกิดอะไรขึ้นกับทีมไร้พ่ายในพรีเมียร์ ลีก รวมถึงเกมนอกบ้านที่ชนะ 5 เสมอ 2 จาก 7 นัด….

 

1. เกมรุกหาย

ชัดเจนว่าลิเวอร์พูล ในเกมเยือนถ้วยยุโรป เปลี่ยนกลายเป็นคนละทีมกับที่เล่นในแอนฟิลด์

สองนัดต่อหน้าเดอะ ค็อป หงส์แดงรัวไปถึง  7 ประตู (3 กับเปแอสเช และ 4 กับเร้ด สตาร์) แต่สามเกมนอกบ้าน กลับยิงได้เม็ดเดียว แถมมาจากจุดโทษของเจมส์ มิลเนอร์

ไม่เท่านั้น การสร้างสรรค์โอกาสเพื่อลุ้นประตูก็ทำได้น้อยจนน่าใจหาย เกมแพ้นาโปลี 0-1 นายประตูเจ้าถิ่นอย่างดาวิด ออสปิน่า ยืนตบยุง เพราะไม่มีจังหวะเซฟเลยแม้แต่ครั้ง

เช่นเดียวกับนัดล่าสุด ไม่ได้สร้างปัญหาให้จานลุยจิ บุฟฟ่อน นอกจากช็อตยิงจุดโทษที่เป็นลูกเข้ากรอบเพียงหนเดียว

สามกองหน้าอย่างโม ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่ ประสานงานกันแทบไม่ได้ จ่ายบอลไม่ขาดก็เกิน ความกดดันทำให้ซาลาห์เลือกยิงเองในจังหวะยาก แทนส่งให้เพื่อนซึ่งอยู่ในตำแหน่งดีกว่า

ฟีร์มิโน่ ไม่มีส่วนร่วมกับเกม พยายามเลี้ยง 1 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ แทคเกิ้ลแย่งบอล 2 หนแต่ไม่สำเร็จ สร้างโอกาส 0 ครั้ง และได้ยิง 2หน แต่หลุดเป้าทั้งหมด ไม่น่าแปลกที่โดนคล็อปป์ ถอดออกจากสนาม

แต่ปัญหาเกมรุกหาย คงไม่ได้จู่ ๆ เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อมองว่าแนวบุกชุดนี้ยังร้อนแรงในลีก รวมถึงเกมยุโรป ในบ้าน

 

2. กลางคุณภาพต่ำ

หลายคนเริ่มมีคำถามการเลือกมิดฟิลด์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในเกมเยือนแชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วงหลัง

จากความพ่ายแพ้ทั้ง 5 นัดติดต่อกัน ปรากฏว่ามีถึง 4 เกม กลางหงส์จัดสามเกลออย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์ และจอร์จินโย่ ไวนัลดุม ลงเล่นพร้อม ๆ กัน

ตั้งแต่แมตช์แพ้โรม่า 2-4 และแพ้มาดริด 1-3 ฤดูกาลก่อน

ฃมาถึงซีซั่นนี้ แม้คล็อปป์ ส่งนาบี เกอิต้า เล่นก่อนเฮนโด้ ในนัดเยือนนาโปลี แต่มิดฟิลด์กินี กลับอยู่ในสนามไม่ถึง 20 นาที ต้องถูกเปลี่ยนออกเนื่องเพราะบาดเจ็บ

อีก 70 นาทีที่เหลือ แดนกลางหงส์เข้าสู่โหมดเดิม คือทำเกมไม่ได้ ไร้จินตนการ ไม่สามารถสนับสนุนแนวหน้า

ผลที่ออกมา คือโอกาสยิงทั้งเกมแค่ 4 หน และไม่มีจังหวะซัดเข้ากรอบ

กระทั่งเกมล่าสุดกับเปแอสเช คล็อปป์ ก็ยังฝืนใช้งานสามมิดฟิลด์บรรลัยเหล่านี้ ลงพร้อมกันอีกจนได้ ราวกับไม่เรียนรู้อะไรเลย

ว่ากันว่าถ้าเฮนโด้ ไม่เจ็บ คาดว่าในเกมบุกเบลเกรด เจอกับเร้ด สตาร์ กุนซือเยอรมันก็คงจัดแดนกลางเหมือนเดิม แต่กระนั้่น คล็อปป์ ดันคิดสั้นยิ่งกว่า ส่งอดัม ลัลลานา เป็นตัวจริง ปล่อยให้เกอิต้า กับฟาบินโญ่ เป็นตัวสำรองแบบ 90 นาที

หลายคนน่าจะอยากรู้ว่าถ้างั้น ครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูล  ชนะนอกบ้านในยุโรป แดนกลางมีใครบ้าง

จิ๊กซอว์สำคัญที่ขาดหายไป นั่นคืออเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ประสานงานกับมิลเนอร์ และไวนัลดุม ในนัดบุกชนะแมนฯ ซิตี้ 2-1

 

3. ขาดการสนับสนุนจากมิดฟิลด์

ผลสืบเนื่องจากข้อที่แล้ว ลิเวอร์พูล ไม่มีกองกลางที่ขึ้นเติมเชื่อมเกม ต่อบอลกับสามแนวรุกอย่างมาเน่, ซาลาห์ และฟีร์มิโน่ ได้อย่างกลมกลืน

เพราะการขาดมิดฟิลด์สไตล์บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ อย่างอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน

ความจริง นาบี เกอิต้า ถูกดีไซน์ให้มาทดแทนอดีตนักเตะอาร์เซน่อล แต่ปัญหาบาดเจ็บบวกกับการปรับตัว ทำให้คล็อปป์ ดูเหมือนยังไม่ไว้วางใจแบบร้อยเปอร์เซนต์

แต่แม้จะยึดโยงกับมิลเนอร์, เฮนโด้ และไวนัลดุม ถ้าย้อนไปดูการเล่นในฤดูกาลก่อน แดนกลางชุดนี้ก็สามารถเติมช่วยเกมรุกได้ดีกว่าปัจจุบัน

ฃบ่อยครั้งที่เห็นมิลเนอร์ หรือไวนัลดุม เติมแบบสุด ๆ ไปยืนห้อยสูงกว่ากองหน้าด้วยซ้ำ จนกว่าบอลจะตาย หรือทีมเสียการครอบครอง

ทั้งคู่ช่วยเพิ่มจำนวนและเพิ่มมิติในการรับส่งบอลให้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ยากที่คู่แข่งจะดักทางป้องกัน

เมื่อเทียบกับปีนี้ สามกองหน้าต้องทำกันเอง หลายครั้งพยายามจ่ายยาวเกินไป เพราะขาดตัวเชื่อม เลยโดนตัดง่าย

ไม่รู้ว่าทำไม กลางตัวข้างอย่างมิลเนอร์ กับไวนัลดุม ถึงไม่ได้ไฟเขียว ไม่มีอิสระในการเติมเหมือนฤดูกาลที่แล้ว

 

4. เฮนโด้พล่านเกิน

หลักฐานจากเกมแพ้เปแอสเช คือจอร์แดน เฮนเดอร์สัน วิ่งมั่วซั่วจนหลุดตำแหน่งที่ควรอยู่

อาจเพราะพยายามจนเกินไป ต้องการบีบผู้เล่นเจ้าถิ่น โดยลืมไปว่าแต่ละคนมีทั้งฝีเท้า สปีด ชั้นเชิง เทคนิคแพรวพราวขนาดไหน

อาการทะเล่อทะล่าไล่บีบของเฮนโด้ ทำให้พอหลุดแล้วหลุดเลย นักเตะปารีสเจาะถึงพื้นที่้สุดท้ายแบบฉีกขาดกระดาษ

นัดนี้ตอกย้ำชัดเจนว่ากัปตันทีมหงส์ ไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติที่ดี  เข้าพรวดพราด ยืนตำแหน่งไม่เป็น และการรีคัฟเวอร์ หรือถอนตัวเองมาแก้ตัว ก็อืดอาดเพราะขาดสปีด

ประตูแรกที่เสีย เฮนโด้ ปรี่ขึ้นไปบีบเนย์มาร์ ในแดนของปารีส ทั้งที่ไวนัลดุม คุมเชิงอยู่แล้ว พอเนย์มาร์ ปล่อยบอลให้แวร์รัตติ หลุดการสกัดของมิลเนอร์ จากนั้นก็หลุดยาวทั้งยวง

ประตูที่สอง เนย์มาร์ จุดชนวนอีกครั้งในจังหวะโต้กลับ โดยมีเฮนโด้ วิ่งหน้าตั้งไล่ตาม แต่เห็นแค่เบอร์เสื้อ ก่อนบอลถูกส่งให้คีเลียน เอ็มบับเป้ กระชากขึ้นทางซ้ายของเขตโทษ ขณะที่เวร์กิล ฟาน ไดค์ หุบมาบีบบังทาง

โดยสำนึก เฮนเดอร์สัน ควรพาตัวเองไปอยู่ตรงกลางประตูเพื่อช่วยป้องกันถ้าเอ็มบัปเป้ ตัดสินใจเปิดเข้ากลาง แต่มิดฟิลด์หงส์กลับวิ่งตามหลังดาวรุ่งฝรั่งเศส กระทั่งวิ่งทะลุเส้นหลังออกนอกสนามไปเลย เมื่อเอ็มบัปเป้ จ่ายและจบด้วยการยิงเหน่งๆ ของเนย์มาร์ โดยมีแค่แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เป็นคนเดียวในกรอบ 6 หลา

อาการร้อนรนพรวดพรวดขึ้นไปไล่คู่แข่งของเฮนโด้ ทำให้กลางสามคนของลิเวอร์พูล ยืนกั๊กในลักษณะ 2-1 แทนจะเป็น 1-2 หมายถึงมิลเนอร์ กับไวนัลดุม ต้องคุมเชิงมากกว่าขึ้นไปบีบ

 

5. คล็อปป์ ไม่อยากแพ้

บางที นี่คือสารตั้งต้นของเรื่องทั้งหมด

เป็นเหตุผลว่าทำไม หงส์ออกสตาร์ตเกมเยือนยุโรป ด้วยการถอยไปตั้งรับ ยืนพิงเชือกรับพายุหมัดคู่แข่ง แถมไม่มีพิษสงใด ๆ ในจังหวะสวนกลับ

เพราะไอเดียของคล็อปป์ เพียงอยากแพ็กเกมให้แน่นหนา และบรรจงเลือกแดนกลางกับแท็คติกที่เขาคิดว่า “ใช่” แต่มันกลับตรงข้าม

ถ้าเขาต้องการเกมบุกแต่แรกเพื่อข่มขู่คู่แข่ง อย่างน้อย เซอร์ดาน ชาคิรี่ ต้องมีส่วนร่วมในเกมมากกว่าแค่ 13 นาทีตลอด 3 นัดนอกบ้านในยุโรป

เป็นบุคคลิกที่เด็กหงส์ค่อนข้างแปลกใจกับลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้

จริงอยู่ว่าการเปลี่ยนสไตล์ของคล็อปป์ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยฉุดผลงานในพรีเมียร์ ลีก ให้ดีขึ้นชัดเจน

ฃแต่อย่าลืมว่าคุณภาพของหลายทีมในอังกฤษ คนละเกรดเดียวกับทีมระดับแชมป์ลีก หรือชั้นนำของยุโรป

ฃคุณอาจปิดเกมใส่ฮัดเดอร์สฟิลด์ จนทำอะไรไม่ได้แล้วปล้นชัยชนะกลับไป 1-0 คุณอาจเล่น “งั้นๆ” แต่บุกถล่มวัตฟอร์ด 3-0

แต่คุณจะเล่นได้เท่านี้กับทีมอย่างนาโปลี, เปแอสเช หรือแม้แต่เร้ด สตาร์ ไม่ได้เด็ดขาด

ผลงานแพ้รวดนอกบ้าน มันฟ้องว่าคล็อปป์ คิดผิดที่ดันปอดแหก….



RELATED POSTS

Thought

จากมูรินโญ่สู่ซีดาน?

ลูกแม่กิ่ง

ยากจะเชื่อนะครับว่าสโมสรที่มีนามสกุลลงท้ายว่า “ยูไนเต็ด”​ จะตกอยู่ในสภาพไม่เหลือความเป็น “ยูไนเต็ด” ได้ขนาดนี้ อย่างที่เราได้เห็นมาตลอดสัปดาห์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวอื้อฉาวไม่เว้นในแต่ละวัน

Thought

6 เหตุผลมูรินโญ่ หมดความชอบธรรม

มาริโน่

หลังความพ่ายแพ้ในการเยือน “ขุนค้อน” เวสต์แฮม 1-3 แบบหมดสภาพไม่มีทรงบอล เสียงเรียกร้องของเหล่าแฟนปีศาจแดงให้ปลดกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ดังกระหึ่มพร้อมเพรียงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Thought

วิพากษ์กลางหงส์

มาริโน่

เกมระดับสโมสรกลับมาหวดกันต่อในช่วงสุดสัปดาห์นี้ พรีเมียร์ ลีก คิกออฟด้วยศึก “บล็อกบัสเตอร์” ฟอร์มยักษ์ รับประกันความบันเทิงสุด ๆ  ระหว่างสเปอร์ส กับ “จ่าฝูง” ลิเวอร์พูล