4 แต้ม มากแต่น้อย หรือ น้อยแต่มาก

7 January 2019
6,679 VIEWS

หลังศึก  If You Want Blood (You’ve Got It) ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม จบด้วยชัยชนะของแชมป์เก่า แมนฯ ซิตี้ 2-1 

ช่องว่างห่างจ่าฝูงบนตารางอย่างลิเวอร์พูล ถูกบีบจาก 7 ลงมาเหลือตาม 4 คะแนน 

ว่ากันว่านี่คือชัยชนะที่อาจมีความหมายสำคัญสุดในฤดูกาลของทัพเรือใบสีฟ้า ถ้าที่สุดแล้ว สามารถแซงหน้าและป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จทีมแรกนับตั้งแต่แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน 

อย่างไรก็ดี การตามสี่แต้มในฤดูกาลที่ทั้่งลิเวอร์พูล และแมนฯ ซิตี้ ต่างทำผลงานแทบจะสมบูรณ์แบบ ไม่ยอมเสียคะแนนง่าย ๆ ยังถูกมองว่าเป็นงานหินที่สุดเท่าที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยเจอมา

ช่องว่าง 4 แต้ม สรุปแล้วว่ามันมากแต่น้อย หรือน้อยแต่มาก…กันแน่

มากแต่น้อย

1. ฤดูกาลยังเหลืออีกตั้ง 17 นัด ลุ้นได้ยาว ๆ ถึง 51 แต้ม และตอนนี้เพิ่งออกสตาร์ตปีใหม่ หาใช่เดือนเมษายน ฉะนั้นต่อให้ช่องว่างจะห่าง 4 หรือ  14 คะแนน ประตูโอกาสย่อมเปิดกว้างทั้งในทางทฤษฏีและปฏิบัติ

อย่าลืมว่าลิเวอร์พูล กำลังต่อสู้กับทีมที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุด เก่งที่สุด แข็งแกร่งที่สุดบนปฐพีในค.ศ.นี้ เพราะขนาดผลงานไร้พ่ายตลอดครึ่งฤดูกาลแรก ยังไม่อาจสลัดหนีการไล่กวดของแชมป์เก่าให้ห่างได้ 

หลายคนจึงคาใจว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องทำให้เหนือกว่า เจ๋งกว่าขนาดไหน ถึงจะเอาถ้วยพรีเมียร์ ลีก มาชาบู เอ๊ย บูชาบนโต๊ะหมู่ที่แอนฟิลด์ เป็นครั้งแรก

2. ในแง่จิตวิทยา แมนฯ ซิตี้ กุมความได้เปรียบจากการสอย 4 แต้มในแมตช์กับทีมคู่แข่งแย่งแชมป์โดยตรง

ขณะที่ลิเวอร์พูล ตอดมาได้แค่หนึ่งจาก 6 คะแนนเต็ม

มันคือกำลังใจที่เทไปฝั่งนักเตะเรือใบบนความเชื่อพร้อมหลักฐานว่าพวกเขาคือทีมที่เหนือกว่าอีกฝ่าย

ยิ่งไปกว่านั้น แมนฯ ซิตี้ เคยทำสำเร็จมาแล้วในการไล่แซงลิเวอร์พูล ตอนเหลือสามนัดสุดท้าย ก่อนคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก 2013/14 

นักเตะชุดนั้นบางคน ยังเป็นกำลังหลักในทีมปัจจุบัน ทั้่งเซร์คิโอ อเกวโร่, ดาบิด ซิลบา, แฟร์นันดินโญ่ รวมถึงแว็งซองต์ กอมปานี 

ไม่มีเหตุผลที่แมนฯ ซิตี้ จะไม่เชื่อว่าพวกเขาสามารถทำได้อีกครั้ง

ยิ่งเป๊ป กวาร์ดิโอล่า คงมองหาเป้าหมายใหม่ ๆ มาตลอด เพื่อท้าทายลูกทีม หลังฤดูกาลที่ทุบสถิติกระจุยกระจายแทบทุกอย่าง

นี่แหละคือยาแรงชั้นดี

3. เจอร์เก้น คล็อปป์ สารภาพหมดเปลือกว่าลูกทีมขาดประสบการณ์ลุ้นแชมป์บนความสูสี มีมวลกดดันมหึมาถาโถมอย่างคราวนี้ 

จะว่าไป ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้ถูกคาดหมายว่าจะเร่งฟอร์มขึ้นมาเบียดแย่งแชมป์ ถ้าย้อนไปช่วงก่อนออกสตาร์ตฤดูกาล

แน่นอน เด็กหงส์ส่วนใหญ่ตั้งเป้าผลงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในโลกความจริง การจบ “รองแชมป์” น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาดีกว่าทีมอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด, สเปอร์ส, เชลซี รวมถึงอาร์เซน่อล

ส่วนการจะปลดล็อกช่องว่างถึง 25 คะแนนจากแมนฯ ซิตี้ ให้ได้ภายในฤดูกาลเดียว ดูเป็นการเรียกร้อง “ปาฏิหาริย์” เกินไปหน่อย

แต่ผ่านมาครึ่งทาง คล็อปป์ พิสูจน์ให้แฟนบอลต้องเชื่อว่าทำได้

ด้วยขุมกำลังที่แทบไม่เคยผ่านการเบียดแย่งแชมป์แบบเข้มข้น สูสี ขนาดนี้มาก่อน

มีแค่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน  ถ้าไม่นับประตูสำรองอย่างซิมง มิโญเลต์ ที่เหลือจากชุดอกหักของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เมื่อห้าปีที่แล้ว

ขณะที่เจมส์ มิลเนอร์ อยู่ในทีมเรือใบชุดฉลองแชมป์คราวนั้น

ตนอื่นที่เคยผ่านการเป็นแชมป์ลีกใน 4-5 ชาติใหญ่ยุโรป มาแล้ว มีเพียงแดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับเชลซี, เซอร์ดาน ชาคิรี่ กับบาเยิร์น และฟาบินโญ่ กับโมนาโก

4. แม้ครึ่งซีซั่นแรก ลิเวอร์พูล กวาดทุกแต้มเข้ากระเป๋าโดยไม่ตกหล่นจากทีมนอกกลุ่มท็อป-5 (มีแค่เสมอเชลซี, เสมออาร์เซน่อล และเสมอกับแพ้เรือใบอย่างละนัด)

แต่หลักฐานในห้วงสองปีที่ผ่านมา หงส์แดงมีนิสัยเสียที่แก้ไม่หายอย่างหนึ่ง คือมักทำคะแนนทิ้งเรี่ยราดกับทีมเล็ก โดยเฉพาะพวกหนีกตกชั้่น

ยิ่งฤดูกาลงวดขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทีมต่าง ๆ มองเห็นชะตากรรมตัวเองชัดเจน และการดิ้นรนต่อสู้แบบถวายชีวิตเริ่มต้น

เมื่อนั้นคงต้องรอดูอีกทีว่าลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ จะใจอ่อนยอมเป็นซานตาคลอส แจกคะแนนอีกหรือไม่ 

ฤดูกาล 2016/17 พวกเขาเสียถึง 18 แต้มในแมตช์กับทีมระดับครึ่งล่างตาราง (ตอนที่เจอกัน) 

ส่วนปีก่อนอาจดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่วายโดนทีมในโซนตกชั้นรวมทั้งอันดับ 17  (จากเซ้าธ์แฮมป์ตัน, สวอนซี, สโต๊ค และเวสต์บรอม) ปล้นหายไปถึง 9 คะแนนเห็น ๆ 

น้อยแต่มาก 

1. การนำแมนฯ ซิตี้ ถึง 4 แต้มหลังหวดกับเรือใบครบทั้งสองเกมแล้ว ใครยังกล้าบอกว่านี่คือช่องว่างที่ห่างน้อยไปอีกหรือ 

ย้อนไป 12 เดือนก่อนตอนผ่าน 21 นัด ลิเวอร์พูล ห้อยต่องแต่งแค่อันดับสี่ มีเพียง 41 คะแนน และตามแมนฯ ซิตี้ แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 18 แต้ม

การพลิกจากติดลบ 18 กลับมาบวก 4 สมควรต้องเป็นผลงานที่มีแต่เสียงปรบมือ มากกว่าอารมณ์เสียดายสามคะแนนที่แชมป์เก่าไม่ยอมให้หลุดมือในบ้านตัวเอง

นับจากนี้ไป ลิเวอร์พูล คือผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ต้องยืมจมูกใครหายใจ

2. นอกจากไม่มีเรือใบ รวมทั้งอาร์เซน่อล มาเป็นเสี้ยนหนามตำเท้าบนเส้นทางที่เหลือ โปรแกรมยากกับทีมใหญ่ของลิเวอร์พูล เหลือเพียงศึกแดงเดือดที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กับเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่กูดิสัน พาร์ก เป็นสองเกมนอกบ้าน

ขณะที่การฟาดฟันอีกยกกับเชลซี และสเปอร์ส จะมีขึ้นในแอนฟิลด์ 

เทียบกับแมนฯ ซิตี้ อาจพอกัน เพราะเหลือแมคช์เยือนผีในดาร์บี้ แมตช์ แค่นัดเดียว นอกนั้นรอรับมืออาร์เซน่อล, เชลซี รวมทั้่งสเปอร์ส ในบ้านตัวเอง

แต่การเป็นรอง “4 คะแนน”  หมายถึงเกมเหล่านี้ เรือใบเองก็หมดสิทธิ์พลาด 

เฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนคิวหนักถัดไปของลิเวอร์พูล ในแดงเดือดช่วงปลายกุมภาพันธ์ แมนฯ ซิตี้ ต้องเดินสายเจองานโหดสองนัดติดๆ กันกับปืนใหญ่และสิงห์บลูส์

การพลาดแม้แค่เสมอ อาจเปิด gap ห่างมากกว่าสี่แต้ม ถ้าทีมของคล็อปป์ ยังคงมาตราฐานผลงานกับทีมเล็กได้เหมือนครึ่งซีซั่นแรก 

3. มีคำกล่าวว่าเกมรุกทำให้ทีมชนะ แต่เกมรับจะพาทีมเป็นแชมป์ นี่อาจสะท้อนภาพของหงส์แดงจากซีซั่นที่แล้วมาถึงฤดูกาลนี้

ปีก่อนมีถึง 7 นัดที่ลิเวอร์พูล ขึ้นนำคู่แข่งไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของเกม แต่กลับคว้าชัยชนะออกมาไม่ได้ 

ตั้งแต่แมตช์เปิดซีซั่นเสมอกับวัตฟอร์ด 3-3, เสมอนิวคาสเซิ่ล 1-1, เสมอเชลซี 1-1, เสมอเอฟเวอร์ตัน 1-1, เสมออาร์เซน่อล 3-3, เสมอสเปอร์ส 2-2 จนถึงนัดเสมอทีมตกชั้นอย่างเวสต์บรอม 2-2 ทั้งที่นำห่าง 2-0                   

แต่เลยครึ่งทางฤดูกาลนี้ เพิ่งมีเกมโดนปืนใหญ่ตีเสมอ 1-1 เพียงนัดเดียวที่รักษาสกอร์นำไม่อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง

ปัจจัยสำคัญหนีไม่พ้นเกมรับที่เหนียวแน่น แข็งแกร่งขึ้น และกระทั้งก่อนเกมเยือนเรือใบ ผลงานเสียประตูของหงส์แดงยังเป็นแค่เลขตัวเดียวด้วยซ้ำ

ความพ่ายแพ้ต่อทีมของเป๊ป 1-2 เป็นครั้งแรกที่โดนคู่แข่งยิงเกินหนึ่งลูก

ถ้าลิเวอร์พูล ในยุคเบรนแดน ร็อดเจอร์ส พลาดแชมป์ฉิวเฉียดเพราะจุดอ่อนคือเกมรับห่วยแตก (เสีย 50 ประตู) คล็อปป์ จัดการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นจุดเด่นแข็งโป๊กของทีมได้เรียบร้อย

โดยที่แนวรุกยังคงร้อนระเบิดระเบ้อ

4. หลังคุมทีมมาได้กว่าสองฤดูกาล เครดิตก้อนโตต้องยกให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่พาลิเวอร์พูล มาถึงจุดนี้ ไม่ใช่เพราะฟลุ๊ค

เขาเรียนรู้รสชาดความเข้มข้นของฟุตบอลอังกฤษ ว่าสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน และบอลสไตล์เฮฟวี่เมทัลที่เคยโปรดปราน ไม่อาจประคองตัวยืนระยะได้จนครบ 38 ยก 

ก่อนลงมือผ่าตัดเสริมอึ๋ม เพิ่มขนาดทีม พร้อมตัดแต่งแนวทางการเล่นให้มีความยืดหยุ่น ทั้่งลูกบู๊และบุ๋น หลังจากเคยลุยล้างผลาญอย่างเดียว

นักเตะลิเวอร์พูล หลายคน อาจไม่เคยมีประสบการณ์ลุ้นแชมป์ลีกแบบสูสีขนาดนี้ แต่พวกเขาน่าจะอุ่นใจที่ฝากชีวิตไว้ในมือคนที่เคยทำให้เสือเหลืองผงาดเหนือเสือใต้มาแล้ว

แม้ไม่มีใครรู้ว่าถึงที่สุด ลิเวอร์พูล จะไปแตะตรงนั้่นได้หรือไม่ แต่อย่างน้อย เด็กหงส์ไม่ต้องหลับตาคลำทางว่ากำลังมาถูกหรือผิด….