4-4-2 บนความ “เรียบง่าย”

นั่ง “ลุ้น” ช้างศึก กับบาห์เรน แล้วรู้สึก “สนุก มันส์” และมีส่วนร่วมอย่างมากที่สุดกับเด็ก ๆ โค้ชโต่ย และโค้ชโชค เนื่องจากสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และ “เรียนรู้” จากความผิดพลาดจากเกมแรกกับอินเดีย…โดยเฉพาะเกมรับ

ครึ่งแรกอาจ “เกร็ง ๆ” อยู่บ้างเหมือนที่ เจ ชนาธิป ให้สัมภาษณ์ผ่าน Fox Sports บวกกับยังไม่ชินกันนักกับระบบ 3-4-1-2 ทว่าพอไม่เสียประตูใน 45 นาทีแรก

ครึ่งหลัง นักเตะทีมชาติไทย ทำได้ดีมากขึ้นก่อนได้รับ “รางวัล” ตอบแทนที่งดงามจากประตูของ ชนาธิป นั่นแหละครับ

รายละเอียดอื่น ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงมากในชั่วโมงนี้ ขอแค่บอลชนะ กำลังใจมา แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

ฟุตบอล บางทีก็ “เรียบง่าย” แบบนี้แหละครับ

ถัดจากคู่ไทย – บาห์เรน ผมได้ชมเจ้าภาพ ยูเออี ซึ่งเสมอ 1-1 บาห์เรน มาในเกมแรกแบบ “โชคดี” จากลูกจุดโทษแฮนด์บอลท้ายเกม พบกับอินเดีย

แน่นอนครับ “แอบลุ้น” ให้ยูเออี ชนะ เพราะนัดสุดท้ายกับไทย 14 ม.ค.เวลา 5 ทุ่มจะได้มี “เงื่อนไข” พิเศษให้เรามากกว่าในการจะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

อย่างไรก็ดี ผมอด “มอนิเตอร์” วิธีการเล่นของ อินเดีย จากยอดโค้ชอังกฤษ สตีเฟ่น คอนสแตนติน ไม่ได้

ตลอด 180 นาทีกับ ช้างศึก และเกมนี้ ฟุตบอลอินเดีย “เรียบง่าย” มากด้วยระบบ simple ที่สุดในโลกลูกหนังใบนี้ 4-4-2

แต่ทำไม อินเดียถึงเล่นได้ดี และมีประสิทธิภาพ?

1.แน่นอนครับ โค้ชคอนสแตนติน เลือก “ตัดสูท” (ระบบ) จากตัวผู้เล่น ไม่ใช่เลือกสูทสำเร็จรูปไว้แล้วโดยไม่สนใจผู้เล่นที่จะสวมใส่

2.พอได้ระบบแล้ว “แท็คติกส์” วิธีการเล่น รับ, รุก, transition, ลูกตั้งเตะต่าง ๆ จึงถูกออกแบบตามมา

3.เซนเตอร์ฮาล์ฟ แข็งแกร่ง 2 คน จินกาน (หัวจุก) และเอดาโธติกาน, คู่กลาง ธาปา กับเฮลเดอร์ และที่สุดเหนือคำบรรยาย คือ เชตทรี้ และคูรูนิยาน เป็นคู่หน้า และเหล่าบรรดาริมเส้นก็ถือว่า “สมบูรณ์” ตามแผนการทั้งตัวบน และตัวฟูลแบ็ค

4.แท็คติกส์ที่อินเดียใช้เวลารุก คือ สปีดบอลไปที่คู่หน้า เชตทรี้ หรือคูรูนิยาน โดยเชตทรี้ (หมายเลข 11) มักยืนต่ำในสไตล์คล้าย ๆ ปีเตอร์ เบียร์ดลีย์ จับกับ แกรี่ ลินิเกอร์ หรือเคนนี่ ดัลกลิช ยืนกับ เอียน รัช หรือสไตล์ จิอันฟรังโก้ โซล่า ทำนองนั้น และทำได้ดีมาก ๆ สมกับสถิติยิง 67 ประตูจากการติดทีมชาติ 104 นัด

ทั้ง เชตทรี้ และคูรูนิยาน ยัง “วิ่ง flag” หรือวิ่งฉีกออกด้านข้างดึงเซนเตอร์ฮาล์ฟออกพื้นที่ตลอดเวลาแล้วจะมีตัวเดิมแถวสองอย่างเร็ว 2-3 หรือ 4 ตัว

รวมความแล้วก็เป็นระบบมาตรฐาน 4-4-2 ธรรมดาที่สุดที่ “เคลื่อนตัว” กันเป็นแถวคล้ายเชือก เกาะโค้ง ๆ กันไป และตั้งรับเป็นแถวกระดาน แต่คู่กลางทั้งเซนเตอร์ฯ และมิดฟิลด์จะส่งสัญญาณกันหากมีฝ่ายตรงข้ามพยายามเล่นระหว่างไลน์

5.ความพิเศษที่ทำให้ฟุตบอลอินเดีย “ทันสมัย” คือ จังหวะ pressing ตอนตั้งรับ และ counter-pressing ตอนรุกแล้วเสียบอลซึ่งทำได้ “ดุดัน” (intense) อย่างมาก

แบบที่ทัพช้างศึกเราโดนเข้าเต็ม ๆ เฉพาะอย่างยิ่งตอนตั้งรับแล้วโต้กลับ

ไฟนอลสกอร์แม้จะแพ้ 0-2 แต่หากอินเดีย “จบคม” เหมือนนัดเจอกับไทย สกอร์อาจพลิกเป็นชนะ 5-1 หรือ 5-2 ได้ เพราะมีทั้งหลุดเดี่ยว, ชนคาน (2 หน), โกล์ยูเออี “ซูเปอร์เซฟ”

ทว่าที่สุดแล้ว ยังต้อง “ชื่นชม” วิธีการเล่นที่ “เรียบง่าย” ทำให้นักเตะเข้าใจได้สบาย ๆ และเล่นได้เต็มประสิทธิภาพแบบนี้

ระบบ 4-4-2 จึงดู “ลงตัว” อย่างไม่น่าเชื่อในโลกที่ทีมส่วนใหญ่มองข้ามไปแล้ว

…ในชีวิตคนเราก็เช่นกันครับ ความ “เรียบง่าย” ไม่ซับซ้อนแบบอินเดีย และความ “เรียบง่าย” เพียงแค่ “มุ่งมั่น” ทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้วดูซิว่า “ผลลัพธ์” จะเข้าข้างเราหรือไม่เหมือนทัพช้างศึก

คือ สิ่งที่บางที เรา ๆ ท่าน ๆ อาจหลงลืมไป และเสียเวลาไป “ไขว่คว้า” อะไรที่มันเกินตัว ไกลตัว เกินฝัน หรือไม่ใช่ “ตัวตน” ของเรามากไปจน “เหนื่อย” ไปหมดกับการใช้ชีวิต

ครับ ลองพิจารณาตัวเรา และรอบ ๆ ให้ดีครับ “ความสุข” ที่แท้จริงมันอาจอยู่ไม่ไกล และ “เรียบง่าย” กว่าที่เราเคยคิดไว้ก็ได้



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

World Cup Diary: เรื่องราวที่คุณไม่ควรพลาดใน Day 27

SPORTDesk. Team

สวัสดีวันพุธ และ ของแสดงความเสียใจกับแฟนเบลเยียม และ แสดงความดีใจต่อฝรั่งเศสด้วย นี่น่าประเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่ อีเจี๊ยบ กับ น้องแนท BNK48 ทายบอลถูกพร้อมกัน อาจจะเกิดฟ้าฝนแปรปรวน โปรดพกล่มให้พร้อม

Thought

เกาหลีใต้ : เต็งหนึ่งเหรียญทองฟุตบอลชายเอเชี่ยนเกมส์

Dechruch

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของชาวเอเชียอย่าง “เอเชี่ยนเกมส์” จะอุบัติขึ้นบนผืนแผ่นดินของประเทศอินโดนีเซีย แน่นอนว่าการช่วงชิงตำแหน่ง “เจ้าเหรียญทอง” คือสิ่งที่ต้องจับตามองของการแข่งขันอย่างปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ดีมีอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน สิ่งนั้นก็คือการแข่งขัน “ฟุตบอลชาย”

Story

การหวนคืนสู่วงการอีกครั้งของบิ๊กฟิล

SPORTDesk. Team

หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ หรือ แฟนบอลชาวไทยเราเรียกสั้นๆว่า “บิ๊กฟิล” เคยมีจุดสูงสุดของชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล นั่นคือพาทีมชาติบราซิล ก้าวเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 5 ในแบบฉบับฟุตบอลโลกเวอร์ชั่นเอเชียญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เมื่อ 2002 หรือ 16 ปีก่อน