“3 เหตุผล” ที่เยอรมันตกรอบ!

27 June 2018
258 VIEWS

“แฟนบอลน่าจะสงสัยเหมือนผมนะครับว่า โจอาคิม เลิฟ เปลี่ยน ‘winning team’ จากเกมสวีเดนทำไม เฉพาะอย่างยิ่งดึงนักเตะอย่าง โอซิล และเคห์ดิร่า กลับมาเป็นตัวจริง”

1.โสมสไตล์ “สู้ฟัด”

เกมครึ่งแรก นอกจาก “ไลน์อัพ” ที่มี ซูเล่ (แทน รูดิเกอร์), เคห์ดิร่า (รู้ดี้/กุนโดกัน), โกเร็ตซ์ก้า (มุลเลอร์) และโอซิล (แดรกซ์เลอร์) ไม่นับฮุมเมลส์ (บัวเต็ง ติดแบน) แล้ว

“กลยุทธ์” การเล่นเกาหลีใต้ ถือว่า “เซอร์ไพรส์” พอประมาณ

ชิน แต ยอง ให้ลูกทีม “เพรสซิ่ง” แบบดุดัน (aggressive pressing) แถมกดดันสูงในแดนเยอรมันเมื่อมีจังหวะ (อาจไม่ทุกครั้ง)

ทว่า หากบอลผ่านสู่แดนกลาง หรือแนววรับ นักเตะเกาหลีใต้จะ “เพรสซิ่ง” ทันที และทำงานแบบถึงลูกถึงคน

หรือคือ วิ่ง สู้ ฟัด นั่นแหละครับ!

เล่นรับลักษณะนี้ต่างจาก “รถบัส” ที่จะถอยหลังไปตั้ง 3 ไลน์: ไลน์กองหลัง (บริเวณเส้น 18 หลา), กองกลาง และแดนหน้า ที่แต่ละไลน์ห่างประมาณ10 หลา

เพราะ “รถบัส” จะเน้นป้องกันพื้นที่ว่างต่าง ๆ เช่น ระหว่างผู้เล่น หรือระหว่างไลน์ เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตรงกลางบริเวณเซนเตอร์ฮาล์ฟ กับฟูลแบ็ค ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง

แต่วิธีการของทีมพลังโสมจะใช้ “พลังงาน” อย่างมาก การวิ่งเยอะ และชนทันทีที่คนได้บอลใกล้ตัว

เยอรมันไม่ได้เจอแบบนี้ใน 2 เกมแรกครับ

ขณะที่ บทบาทของ ซอง เฮือง มิน ก็น่าสนใจ เพราะจะ “รอจังหวะ” เคาท์เตอร์แอทแทค และไม่ได้มีส่วนไล่บอลมาก แต่จะเก็บพลังไว้ตอนโต้กลับเป็นหลัก

จุดนี้ทำให้ ฮุมเมลส์ และชูเล่ พะวงเหมือนกัน เพราะปกติ คู่เซนเตอร์ฯ จะ “ฟรี” ให้ได้เซ็ตบอลตลอด เพราะฝ่ายตรงข้ามจะลงไปตั้งโซนรับกันหมด

เมื่อรวมกับการปรับทีม สกอร์ครึ่งแรกจึงเป็น 0-0 แบบต้องชื่นชมเกาหลีใต้ครับ

 

2.“เด เกอา เกาหลี”

ครึ่งหลัง “โอกาสแรก” ที่ดีที่สุดในเกมของทีมแชมป์เก่าเกิดขึ้นนาทีที่ 47 จากบอลด้านข้าง ซึ่งเป็นบริเวณที่เกาหลีใต้ “เพรสซิ่ง” น้อยที่สุด และให้เวลานักเตะเยอรมันมากที่สุด

คิมมิช บรรจงเปิดให้ โกเร็ตซ์ก้า เขกเต็ม ๆ แต่นายทวารฉายา “เด เกอา เกาหลี” โช ฮยอน วู ซูเปอร์เซฟไว้ได้

ในเวลาใกล้เคียงกับที่ สวีเดน ออกนำเม็กซิโก นาทีที่ 50 จากลูกยิงของ ออกุนตินส์สัน

ครับ 50 นาทีผ่าน เยอรมันตกรอบ!

ทั้งนี้ คงต้อง “ยอมรับ” ว่า ฮยอน วู นายด่านวัย 27 ปี “โดดเด่น” ไม่เฉพาะจังหวะนี้ แต่เป็นตลอดทั้งเกมโดยเฉพาะท้ายเกม

นอกจากนี้ “จุดเด่น” อีกประการของโกล์จาก แดกู เอฟซี ก็คือ การออกบอลเร็วด้วยเท้าที่ “แม่นยำ” ทั้งใกล้ และไกล

ไม่นับจุดโฟกัสที่ทรงผมจนทำให้สาวกเกาหลีบ้านเราหยิบไปเทียบกับศิลปิน เจย์ ปาร์ก เลยทีเดียว

รวมความแล้วนัดนี้ ฮยอน วู เป็น “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ได้สบาย และทำผลงานได้เข้าตา สม่ำเสมอตลอด 3 นัด

ถึงขั้นเพียงพอจะไปค้าแข้ง “ยุโรป” ได้เลยครับ

 

3.เยอรมันเปลี่ยนทีมชนะ

พูดถึงเรื่องปรับทีมในนัดนี้ การเปลี่ยน 2ผู้เล่นใน 60 นาที เอาทั้งเคห์ดิร่า และโกเร็ตซ์ก้า ออกแล้วใส่ โกเมซ กับมุลเลอร์ ลงมาตอบคำถามเป็นอย่างดีว่า เลิฟ จัดตัวไม่เข้าเป้า และน่าจะรักษา “โมเมนตัม” ชัยชนะนัดปราบสวีเดนไว้มากกว่านี้

เพราะมันคือการเปลี่ยนตัว “ตามตำแหน่ง” ไม่ใช่ตาม “แท็คติก” เหมือนท้ายเกมที่ส่ง แบรนด์ท มาแทนเฮคตอร์

ยิ่ง สวีเดน ออกนำ 3-0 (หมายถึงเม็กซิโก คงไล่ตามยาก) เยอรมันยิ่งต้องการชัยชนะเพื่อเข้ารอบ แถมต้องการเพียงประตูเดียวที่จะกลายเป็นเขี่ยเม็กซิโกตกรอบไป

แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่วันของแชมป์โลก 4สมัย

อย่างน้อย ๆ เวอร์เนอร์ แสดงทั้งเกม (จริง ๆ แล้วทั้งทัวร์นาเมนท์) ว่า ไม่ได้ดูเหมือนจะทำประตูได้ หรือฮุมเมลส์ ในวันดี ๆ อาจจะแฮตทริกได้เลย

ก่อนสุดท้ายจะถึงช่วง “ฝันร้าย” นาทีที่ 92 และ 96 ที่ประตูเกิดจากคอร์เนอร์ และบอลจังหวะสุดท้ายหลุดจากเท้า โครสไปเข้าทาง คิม ยัง วัน ที่จริง ๆ ยืนล้ำหน้า ทำประตูออกนำ 1-0

ตามด้วย นอยเออร์ ทิ้งปากประตูมาไกล และพลาดเสียบอลจน ซอง หลุดเดี่ยวไปยิง 2-0 สร้างประวัติศาสตร์ของชาติ และเขี่ยเยอรมัน “ตกรอบ” อย่างเหลือเชื่อ