3 แต้มตามเป้า! ไม่ต้องคิดมาก

16 June 2018
53 VIEWS

จัดเป็น 90นาทีของเกมการแข่งขันที่ออสเตรเลียทำดีที่สุดแล้ว “ตามเป้า” ในหน้าที่ในสนาม

แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นตามเป้าเพราะชายคนนี้ พอล ป๊อกบา กับประตูที่สร้าง “เฮดไลน์” ในทางที่ดี ณ จุดเริ่มต้นบอลโลก 2018ให้กับเค้า และทีมชาติน้ำหอม ฝรั่งเศส

ลูกทีม ดิดิเยร์ เดอชองป์ส ไม่ได้ “โดดเด่น” แต่ก็ไม่ได้ “เสียหาย”

เหนือสิ่งอื่นใด คือ 3 แต้มเต็มแบบไม่ต้องคิดอะไรมากในเกมแรกบอลโลกที่จะทำให้พวกเค้าออกสตาร์ตได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ

ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจะ “สบายใจ” จนไม่สนจะทำ “การบ้าน” สำหรับนัดต่อ ๆ ไป เพราะตลอด 45 นาทีแรก และ 45 นาทีหลัง

มันมี “ดีเทล” มิใช่น้อยจริง ๆ ครับ

            45 นาทีแรก:

เสมอ แต่เหมือนออสเตรเลียชนะ   

ฝรั่งเศส เริ่มต้นเกมได้ตามแผน และ “ทักทาย” ด้วยลูกหลุด “หลังไลน์” ไปยิงของ เอ็ปบัปเป้ก่อนจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยหลังจากต้นเกมประมาณนาทีที่10 นาทีเป็นต้นไป

ส่วนหนึ่งต้องชมเกมรับนำโดย มาร์ก มิลลิแกน และนายทวาร แมตต์ ไรอัน กับระบบกองหลัง 4 คนที่สุดท้ายแล้ว เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ เลือกนำมาใช้

โดยปรับจาก “หลัง 3” เช่นยุคที่เล่นกับทีมชาติไทยในรอบคัดเลือกที่ผ่านมา

อีกส่วน คือ “สมดุล” และฟอร์เมชั่นของฝรั่งเศส โดยแดนกลาง โตลิสโซ่, กองเต้ จะเป็นสไตล์ “เน้นรับ” ขณะที่ป๊อกบา ก็ไม่ได้มีความคล่องตัวอะไร

การสนับสนุนหน้า 3 ตัว: เดมเบเล่, กรีซมันน์ และเอ็มบัปเป้ จึงยังไม่ลงตัวนัก

จบครึ่งแรก “งานหนัก” จึงตกอยู่กับ ดิดิเยร์ เดอชองป์ส เพราะทัพ “ซอคเกอร์รู” ดูเหมือนจะคอนโทรลสถานการณ์ในเกมรับ และปิดโอกาสการเข้าทำของฝรั่งเศสไว้ได้หมด

อันเป็นสิ่ง “เซอร์ไพรส์” มาก ๆ กับภาพที่ได้เห็นตลอด 22 นัดการคัดเลือก และเพลย์ออฟก่อนจะได้ “โควต้า” เป็น 1 ใน 32ทีมสุดท้ายมารัสเซีย

เพราะที่ผ่านมา การ “ออร์แกไนซ์” เกมรับทัพออสซี่ ทำได้ไม่ดีนัก งานนี้จึงต้องชมเชย ฟาน มาร์ไวค์ กุนซือชั่วคราวเฉพาะบอลโลกที่แก้ไขปัญหาได้ดี

 

            45 นาทีหลัง:

            กว่าจะเจอ “จุดเปลี่ยน”

เปิดฉากมาก็ยังดูเหมือนว่า “ส่วนผสม” ของทีม และการผสานในทีมดาวรุ่ง “ค่าเฉลี่ย” อายุน้อยโดยเฉพาะการต้องมาเผชิญกับทีมที่ “ทำงานหนัก” ร่วมกันอย่างออสเตรเลียที่ “ครอสส์” บอลเข้ากลางแต่ละที “มีเสียว” ตลอด

ที่สุด “จุดเปลี่ยน” ก็มาถึง จากจังหวะจ่ายทะลุหลังไลน์ของป๊อปบาให้กรีซมันน์

นี่คือ “จุดเด่น” ของกรีซมันน์ และไลน์อัพ 11 คนแรกฝรั่งเศสชุดนี้ที่มีความเร็ว เทคนิค ทักษะดีทั้ง 3 ตัว

และน่าจะเป็น “เหตุผล” ของเดอชองป์ส ที่จัดผู้เล่นมีความเร็วจัดไว้ต่อสู้กับกองหลังตัวใหญ่ ๆ ช้า ๆ ของออสเตรเลีย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความแข็งแกร่งเข้าปะทะ

 

VAR ได้ทำหน้าที่แล้ว!

จังหวะดังกล่าว เป็น “การพลาด” ครั้งแรกของแนวรับออสเตรเลีย และบีบให้ โจชัว ริสดอน ต้องสไลด์จนกรีซมันน์ล้มคว่ำในเขตโทษ

และ VARได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์

พร้อม ๆ กับสร้าง “ประวัติศาสตร์” ความยุติธรรมให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษที่สมควรได้ในนาทีที่ 55

เชื่อได้ครับว่า “จังหวะนี้” ที่เบื้องต้น ผู้ตัดสินอุรุกวัย อันเดรส คุนญ่า ปฏิเสธจุดโทษก่อนจะมาใช้ VAR ตัดสินจะเป็นเหตุการณ์ “เล่าขาน” กันกว้างขวางในอนาคตต่อไป

 

            “กดดัน” จากบอลโยนจนพลาดเอง

ถัดมาไม่ถึง 5 นาที อุมตินี่ พลาดมหันต์ทำ “แฮนด์บอล” แบบไม่มีเหตุผลจาก (อีกครั้ง) ลูกโยนที่สร้างความกดดันให้ทัพน้ำหอมทุกครั้งในกรอบเขตโทษ

  • เยดินัก กัปตันทีมสังหารเข้าไป game on!

(ทำไม อุมตินี่ ไม่โดน “ใบเหลือง” จุดนี้ถือเป็นความโชคดีในโชคร้ายเสียประตูของฝรั่งเศส)

ชิรูด์ ซึ่งรูปร่างใหญ่ ถูกส่งลงมา “เปลี่ยนมิติ” การเล่นของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับ เฟคีร์ ที่ลงมาแทน เดมเบเล่

เชื่อแน่ครับว่า การเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปรับมิติในเกมรุก แต่เป็นความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศในเกมรับ เช่น ตอนลูกตั้งเตะของ ชิรูด์ ที่จะช่วยทีมได้มาก

หลังน่าจะเห็นจากประตูที่เสีย (จากฟรีคิก) และหลาย ๆ จังหวะแล้วว่า ทัพน้ำหอมมีปัญหาในการรับมือลูกกลางอากาศ

 

            ป๊อปบา ยิง Goal Line เทคโนโลยี ได้ใช้!

ประตูที่ 10 ในนามทีมชาติของ ป๊อกบา เกิดขึ้นตอนก่อนหมดเวลา 9นาทีในวิธีการเล่นที่อดีตนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกน่าจะทำบ่อย ๆ

นั่นคือ จังหวะการ “พุ่งทะลุ” (Burst into) สู่กรอบเขตโทษจากแดนกลางของตัวเองที่ดุดัน

ทั้งนี้ในเกมที่ กองเต้ กับโตลิสโซ่/มาตุยดี้ เน้นรับ ความต้องการให้ป๊อกบาซึ่งเป้นกองกลางอีกคน “เคลื่อนที่” ไปข้างหน้าในพื้นที่สำคัญยิ่งมีสูง

หากป๊อกบาไม่เติมแล้วใครจะช่วย 3ตัวบน?

ดังนั้น จังหวะใช้แข้งขายาว ๆ จิ้มบอลชนคานข้ามเส้นแล้ว “คอนเฟิร์ม” ความถูกต้อง 100% ด้วย Goal Line Technology จึงเป็นสิ่งที่ขาดหายไปตลอด80 นาทีของเกม

จบเกม ฝรั่งเศสชนะ 2-1 แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

นอกจากสบถในใจ “Job Done!”