2 เทพเจ้าอาร์เจนไตน์

            ด้วยความสัตย์จริง- ผมคิดว่าเราน่าจะเสียเมสซี่ไปจากเกมลูกหนังแบบไม่มีวันกลับแล้วครับ

            ภาพของนักฟุตบอลที่เรายกย่องว่าเก่งยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค(ซึ่งมีบางแง่บางมุมที่หลายๆคนรวมถึงผมเชื่อว่าเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่าคริสเตียโนโรนัลโด้) ในสภาพหมดอาลัยตายอยากเดินออกจากสนามหลังทีมพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพต่อโครเอเชีย3-0 ในเกมนัดที่2 เป็นภาพที่ฉีกหัวใจของแฟนบอลออกเป็นชิ้นๆ

            ไม่มีใครอยากเห็นเมสซี่ตกอยู่ในสภาพนั้น

            นักเตะอย่างเขาควรจะไปได้ไกลเท่าที่เขาปรารถนาเพียงแต่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมไม่มีใครที่สามารถจะแบกรับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้เพียงลำพัง

            ต่อให้โคตรบอลอย่างเปเล่หรือมาราโดน่า(หรือครอยฟ์, พลาตินี่, โรนัลโด้, ซีดาน) พวกเขาต่างมีขุนพลที่อย่างน้อยดีพอและพร้อมจะให้การสนับสนุนจนถึงที่สุด(เหมือนที่มาราโดน่าได้รับการสนับสนุนในปี1986)

            ด้วยสภาพของอาร์เจนติน่าในวันนั้นมันทำให้เราเริ่มเชื่อว่าบางทีวาสนาของเมสซี่จะหมดลงแค่ตรงนี้

            แต่ชีวิตเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์แค่ระยะเวลาไม่กี่วันผ่านมาทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนแทบจะจำไม่ได้

            จากที่แทบไม่เหลือความหวังอาร์เจนติน่าสามารถผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ

            จากที่หมดอาลัยตายอยากเมสซี่ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้สำเร็จและดูเหมือน“ไฟ” ในตัวของเขาจะถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

            ฟอร์มในสนามอาจห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบจากมาตรฐานที่เขาเคยทำได้เลี้ยงบอลติดบ้างจ่ายบอลเสียง่ายๆบ้างแต่อย่างน้อยที่สุดเมสซี่ได้แสดงให้เราได้เห็น“อีกด้าน” ของเขาที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ

            ด้านของนักเตะที่วิ่งสู้ฟัดด้านของคนที่พร้อมจะถ่วงเวลาในช่วงท้ายเกมคนที่ขอเนียนนอนสัก30 วินาทีหลังถูกหวดล้มทั้งที่เป็นจังหวะที่ไม่ได้สร้างความบาดเจ็บให้แต่อย่างใด

            มันเป็นอีกด้านของเมสซี่ที่เราแทบไม่ค่อยได้เห็นตลอดชีวิตการเล่นของเขาที่ผ่านมา

            สิ่งที่เมสซี่แสดงออกมาให้เห็นนั้นอดทำให้คิดถึง‘เอลดีเอโก้’ เทพเจ้าลูกหนังสูงสุดของชาวอาร์เจนไตน์ไม่ได้ครับ

            ในวันเวลาของเขามาราโดน่าคือนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกและเก่งพอที่จะพาทีมพิชิตแชมป์โลกได้ด้วยขาซ้ายของเขาข้างเดียว​ (ในวงเล็บว่าเพื่อนร่วมทีมก็เอื้อด้วย)ขณะที่เมสซี่นั้นเรื่องฝีเท้าหากไม่ใช่ก็อาจใกล้เคียงกัน

            แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือมาราโดน่า- ถึงจะได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้า- แต่เขามีความเป็นมนุษย์มากกว่า

            สุรานารีคือของปกติไปจนถึงยาเสพย์ติดและพฤติกรรมป่าเถื่อนอะไรต่อมีอะไรอีกมากมายที่น่ารังเกียจ

            ในบางช่วงบางเวลามันมีคำถามเกิดขึ้นเหมือนกันว่าคนอาร์เจนติน่าจะรักมาราโดน่าไปถึงวันไหน

            แต่เอาเข้าจริงแล้วมันเป็นคำถามที่ไม่ควรถามครับ

            สำหรับคนอาร์เจนไตน์จะชั่วจะร้ายแค่ไหนตราบใดที่มาราโดน่ายังมีลมหายใจเขาคือที่หนึ่งในดวงใจของคนทั้งชาติ

            ไม่มีใครจะลบสถานะนั้นไปจากตัวเขาได้นอกจากจะเป็นความปรารถนาของตัวเอง

            และแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะขึ้นไปเทียบชั้นกับเขาได้ไม่แม้แต่เด็กหนุ่มที่ชื่อลิโอเนลเมสซี่

            สิ่งที่ดีที่สุดที่เมสซี่ทำได้คือการสร้างเรื่องราวของตัวเองและเขาต้องพยายามเอาชนะใจคนอาร์เจนติน่าให้ได้ด้วยตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่เขาพยายามทำตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา

            ความแตกต่างที่กลายเป็นจุดอ่อนคือการที่เมสซี่แทบไม่มี“ความผูกพัน” กับแฟนบอลในบ้านเกิด

            เขาไม่เคยผ่านการเล่นให้กับสโมสรระดับอาชีพทีมไหนเลยเพราะยังไม่ทันเติบโตดี(และก็เพราะเติบโตได้ไม่ดี)เขาก็ต้องระเห็จไปเสี่ยงทายชีวิตกับบาร์เซโลน่า

            บางคนมองว่าเมสซี่คือชาวยุโรปคือคนสเปนและเขาไม่มีเลือดของคนอาร์เจนไตน์

            สิ่งนี้เป็นความทุกข์ที่เมสซี่เผชิญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงจุดหนึ่งที่เขาทนแบกรับมันไม่ไหวเพราะคนทั้ง45 ล้านคนโยกทุกอย่างลงมาไว้ที่2 บ่าของเขานานจนเกินไปเมื่อไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆให้ทีมได้ทั้งที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ3 รายการติดต่อกัน(2 โคปาอเมริกา1 ฟุตบอลโลก) เขาตัดสินใจที่จะหยุดทุกอย่าง

            วันนั้นเป็นวันที่คนอาร์เจนติน่าเริ่มรู้ตัวว่าพวกเขาผิดต่อเมสซี่และเสียงเพรียกหา‘ลีโอ’ ดังไปทั่วแผ่นดิน

            ด้วยความรัก- เมสซี่ตัดสินใจกลับมาอีกครั้งและครั้งนี้เขามีเป้าหมายเดียวที่เหลืออยู่คือการคว้าแชมป์โลกให้ได้และนั่นกลายเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ที่ไม่รู้จะหาวิธีดับได้อย่างไร

            ทุกอย่างก็เหมือนเดิมทุกคนโยนความหวังมาให้เขาคนเดียวไม่ว่าจะแฟนบอลหรือเพื่อนร่วมทีมในสนาม

            แต่ไม่มีใครสักคนที่รู้จักรักและเข้าใจเขาอย่างแท้จริง

            สิ่งที่เกิดขึ้นคือ“หายนะ” ของอาร์เจนติน่าและเกือบทำให้ทุกอย่างสายเกินไป

            แต่เพราะหายนะที่เกิดขึ้นหลังจบเกมกับโครเอเชียนั่นทำให้คนอาร์เจนไตน์เริ่มรู้ตัวว่าพวกเขาต้องแบ่งเบาจากสองบ่าอันน้อยนิดมากกว่านี้

            และพวกเขาก็เลิกเปรียบเทียบลีโอกับดีเอโก้ได้เสียที

            เอร์นานเครสโปตำนานดาวยิงรุ่นก่อนบอกว่าเมสซี่ไม่จำเป็นต้องคว้าแชมป์โลกก็คู่ควรต่อการได้รับการยกย่องให้เป็นนักฟุตบอลในระดับสูงสุด

            เพราะสิ่งที่เขาทำตลอดมามันมากมายและล้ำค่าเกินที่ใครจะทำได้เหมือน

            ถ้วยสีทองเพียงใบเดียวไม่ควรจะใช้ตัดสินชีวิตนักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบของคนที่ต่อสู้อย่างหนักมาทั้งชีวิต

            นอกจากนี้ยังมีเสียงของนักเตะในทีมที่ตระหนักรู้ว่าพวกเขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะช่วยเมสซี่

            เช่นกันกับเสียงของแฟนฟุตบอลอาร์เจนไตน์ที่เดินขบวนมาให้กำลังใจขุนพล“ฟ้าขาว” กันที่โรงแรมเพื่อบอกว่าที่ผ่านมาจะเลวร้ายไม่เป็นไรพวกเขายังอยู่ความรักที่มีต่อกันนั้นยังเหมือนเดิม

            และเหนืออื่นใดคือเสียงจากมาราโดน่าที่กางปีกปกป้องเมสซี่อย่างเต็มที่ยอมแม้กระทั่งเสี่ยงชีวิตนั่งเชียร์ทีมในวันเวลาที่ยากลำบากที่สุดในเกมกับไนจีเรีย

            มันอาจจะเป็นการบ่งบอกว่าในที่สุดเมสซี่ก็ได้เข้ามาอยู่ในใจของทุกคนอย่างแท้จริงเสียที

            ขณะที่“ลีโอ” ก็ตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้รับด้วย1 ประตูแบบสัมผัสเทพเจ้าและการต่อสู้อย่างถวายชีวิตไม่ต่างจากเพื่อนร่วมทีมทุกคน

            ไม่จำเป็นต้องรักษามาดเพราะสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดคือชัยชนะสำหรับอาร์เจนติน่า

            หลังจากนี้ไม่มีใครรู้ครับว่าเมสซี่และอาร์เจนติน่าจะก้าวไปถึงไหนเพราะพวกเขายังต้องเจอกับบททดสอบที่ยากลำบากอีกมากมายที่ขวางทางเริ่มจากฝรั่งเศสในรอบต่อไปก่อน

            แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับอาร์เจนติน่าและสำหรับเมสซี่ด้วย

            ในฐานะเทพเจ้าที่ทำหน้าที่ในสนามเวลานี้

            โดยมีเทพเจ้าอีกองค์ที่อยู่บนอัฒจันทน์คอยให้พรและให้กำลังใจลงมา