จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่พลิกแพลงโฉมหน้า 30 ปีแห่งการรอคอยให้สิ้นสุดลง | by SPORTDesk. Team

28 June 2020
2,460 VIEWS

ว่ากันว่าเสียงจากปลายสายของ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี สั่นเล็กน้อย เมื่อเขาวางแผนการซื้อขายที่อาจจะเป็นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เขาฟังมันผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเปิดโหมดลำโพง และมีเสียงในสนามของการแข่งขันเบสบอลระหว่าง บอสตัน เรด ซ็อกซ์ ที่ไปเยือน โทรอนโต บลู เจย์ส ในแคนาดา แทรกมาเป็นระยะ…ใช่ ตอนนั้นเขาแทบไม่มีอะไรในหัวเกี่ยวกับ ลิเวอร์พูล สโมสรฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดในโลกสโมสรหนึ่ง และฟุตบอลสำหรับเขาคือ NFL ไม่ใช่ พรีเมียร์ลีก

ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงเจ้าของ “หงส์แดง” จะเกิดขึ้นในอีก 60 วันต่อมาซึ่งจะพลิกโฉมทีมไปในทิศทางที่น่าเหลือเชื่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกทศวรรษ โจ จานูส์เซฟสกี ผู้บริหารของ เรด ซ็อกซ์ กำลังป้อนนมลูกวัย 3 เดือนในบ้านของเขาที่บอสตัน แม้จะทำหน้าที่ชั้นสูงในทีมเบสบอลชั้นแนวหน้าแต่ โจ ก็เป็นแฟนฟุตบอลตัวยง โดยในบางสัปดาห์ที่เบสบอลปิดฤดูกาลและเขาว่างพอ ผู้บริหารทีมถุงเท้าสีแดงผู้มีหัวใจสีแดงรายนี้ก็มักจะบินไปยังประเทศอังกฤษ เพื่อดูสโมสรที่เขาเชียร์มาทั้งชีวิต…ใช่แล้ว สโมสรแห่งนั้นคือ ลิเวอร์พูล

ในคืนนั้นเขาไม่มีความจำเป็นต้องตาม เรด ซ็อกซ์ ไปที่สนามโรเจอร์ส เช็นเตอร์ ในโทรอนโต เขาจึงใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่ผ่าน จนเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบมือถือของเขาขึ้นขณะกำลังป้อนนมลูก เขาปล่อยมันดังจนตัดไป และค่อยไปเช็คดูอีกครั้งหลังจากป้อนนมเสร็จก่อนจะพบว่าคนที่โทรหาเขาคือ ลาร์รี่ ลุคชิโน อดีตประธานของเรด ซ็อกซ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงใน เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป เช่นกัน

“แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อคุณเจอมิสคอลเป็นประธานของทีม คุณต้องโทรกลับหาเขาเดี๋ยวนั้นเลย” โจ เล่า “พอมีการรับสาย คุณก็ได้ยินเสียงเหมือนสนามบอล แล้วเขาก็บอกว่า ‘โจ ผมอยู่กับ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี และ ทอม เวอร์เนอร์ ที่นี่ ช่วยเล่าเกี่ยวกับลิเวอร์พูลให้เราฟังหน่อย’

“พวกเขาได้คุยเริ่มกับผู้บริหารของ บลู เจย์ส ไปเล็กน้อย พวกเขาเล่าเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสหราชอาณาจักร และ ลาร์รี บอกว่า ‘โอ้ เรามีคนในที่เป็นแฟนบอลของลิเวอร์พูลนี่ และเขาก็ชอบพูดเรื่องฟุตบอลบ่อย ๆ ด้วย’  

“ผมไม่ได้ยินจอห์นพูดอะไรมากนัก เนื่องจากเขาเปิดลำโพง แต่ เขาบอกว่า ‘โจ ส่งอีเมลให้ผม’ และ ลุคชิโน ทนายความมือดีกล่าวว่า ‘ไปทำบรีฟมาหน่อย’”

วันต่อมา พวกเขาได้รับบรีฟเป็นอีเมลจาก จานูส์เซฟสกี โดยหัวข้อเรื่องในจดหมายอิเล็กทรอนิคฉบับนั้นเขียนเอาไว้ว่า ‘ช่วยทีมของผมด้วยครับ!’

“นั่นเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2010 และอีก 60 วันต่อมา เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ก็ซื้อลิเวอร์พูลเป็นผลสำเร็จ นั่นเป็นเหตุการณ์ที่โคตรน่าเหลือเชื่อ”

อย่างไรก็ตาม การดึงทีม ‘หงส์แดง’ ออกจากมือของ ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ ยิลเล็ตต์ ในตอนนั้น กลายเป็นมหากาพย์ แม้ว่าในตอนนั้นคู่หู ‘เอชแอนด์จี’ จะต้องประสบปัญหาทางการเงินมากมายจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ จนทำให้สถานการณ์การณ์ของลิเวอร์พูลสุขงอมเหมือนผลไม้สุกงอมรอวันที่คนมาปลดจากต้นแล้วก็ตาม และคนที่เข้ามาในตอนนั้น คือ 2 ฝ่าย คือ นิวอิงแลนด์ สปอร์ต เวนเจอร์ หรือ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปัจจุบัน กับ ปีเตอร์ ลิม หรือ หลิน ร่งฝู นักธุรกิจและนักลงทุนชาวสิงคโปร์

การต่อสู้กันระหว่างผู้ที่จะยื้อ กับ ผู้ที่จะซื้อ แทบจะจบกันในไม่กี่นาทีก่อนเส้นตายของ รอยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์ ที่ตีเส้นไว้ว่า ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2010 ถ้าหนี้สินของ ค็อป โฮลดิ้ง บริษัทที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลทีมลิเวอร์พูล ไม่ถูกชำระภายในเวลา 16:20 น. ทีมหงส์แดงจะถูกควบคุมกิจการและตัด 9 คะแนน โดย นิวอิงแลนด์ สปอร์ต เวนเจอร์ ปิดดีลนี้ได้ในเวลา 15:52 น. แม้ต้องผ่านการขึ้นโรงขึ้นศาลทั้งที่อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกาก็ตาม

ช่วงเวลาเกือบ 10 สัปดาห์ตั้งแต่ โจ ส่งอีกเมลไปให้บรรดาบอสของเขาในเดือนสิงหาคม เขาก็รับโทรศัทพ์แทบไม่หยุดหย่อน และเขาก็ถูกแต่งตั้งเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานเพื่อพิจารณาข้อเสนอในการซื้อลิเวอร์พูลของ วอิงแลนด์ สปอร์ต เวนเจอร์ ด้วย 

เขาเล่าว่า ความเป็น ‘เดอะ ค็อป’ ในตัวเขาถูกปลูกฝังโดยผู้เป็นพ่อ ผู้ซึ่งเป็นแฟนคลับของวง ‘สี่เต่าทอง’ เดอะ บีเทิลส์ พ่อของเขาเริ่มหลงไหลสโมสรแห่งนี้ตั้งแต่แบกเป้เที่ยวไปในยุโรป และเอเชีย ซึ่งนั่นถูกส่งจ่อมาถึงเขาและใครจะคิดว่าความคลั่งไคล้นั้นจะกลายมาเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้า “หงส์แดง” ให้กลับมาสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง

“มีการพลิกผันเกิดขึ้นหลายครั้งมาก แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการทำงานตลอดอาชีพของผมกับ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป คือการพยายามปกป้องสโมสรแห่งนี้ และเราได้ไปพูดกับสโมสรโดยตรงที่สนาม เมลวูด

“ผมได้นั่งข้างจอห์น และ ทอม ก่อนที่เขาทั้งสองจะมองมาที่ผมแล้วบอกว่า ‘โจ ชั้นนี้เป็นของคุณ’ ผมเป็นนักธุรกิจ แต่ ผมได้มายืนต่อหน้าสตีเวน เจอร์ราร์ด และ เจมี คาร์ราเกอร์ รวมไปถึง เฟอร์นานโด ตอร์เรส ที่นี่…นี่มันคือคนที่ผมเฝ้าดูทางทีวีบ้างในลอนดอน บ้างในอิสตันบูล

“ผมทำได้แค่ลุกขึ้น แล้วบอกพวกเขาว่า ‘ผมต้องบอกพวกคุณว่า ผมเป็นแฟนบอล ผมเป็นแฟนพวกคุณมากว่า 20 ปี สิ่งที่ผมจะสามารถบอกคุณได้คือ ผมทำงานกับสุภาพบุรุษเหล่านี้ (ผู้บริหารของ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป) มานานนับสิบปีจนถึงตอนนี้ และเมื่อพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาจะไม่ทำแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ พวกเขาจะทำจนสุดกำลัง’”

หลังจากนั้นเราคงไม่ต้องบอกกันว่าคำพูดของ โจ จานูส์เซฟสกี เป็นจริงแค่ไหน เพราะถึงแม้ว่าอาจจะใช้เวลานานไปหน่อยถึง 10 ปี จากการเทคโอเวอร์ลิเวอร์พูล แต่ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ก็ไม่ได้ผิดคำพูดที่เขาเคยให้เอาไว้เลย

แม้โจ จะอยู่กับทีมที่เขารักหลังจากที่มีการเทคโอเวอร์ทีมได้แค่ปีเดียวก่อนที่เขาจะย้ายไปเป็นรองประธานฝ่ายบริหารให้ทีมเบสบอล เท็กซัส เรนเจอร์ส แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาคือหนึ่งในคนสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งในการเทคโอเวอร์ “หงส์แดง” ของ นิวอิงแลนด์ สปอร์ต เวนเจอร์ ในวันนั้น

ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นแล้ว มันคงไม่มีจุดต่อ ๆ มาจนถึงจุดที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ก็ได้

เราไม่มีทางรู้ว่า ถ้าวันนั้นที่สนาม โรเจอร์ส เซ็นเตอร์ส ไม่มีความเห็นและคำพูดของ โจ จานูส์เซฟสกี ตอนนี้ ลิเวอร์พูล จะอยู่ในมือของใคร แล้วจะประสบความสำเร็จแบบนี้หรือไม่ และเราคงไม่มีทางรู้ไปตลอดกาล

แต่ตอนนี้เรารู้อยู่อย่างหนึ่งว่า โจ จานูส์เซฟสกี คงมีความสุขกับแชมป์ลีกสูงสุดที่รอคอยมา 30 ปี ไม่ต่างจากแฟนลิเวอร์พูลทั่วโลก…แน่นอน