จาก “ช้างขี้สงสัย” เป็น “ช้างศึกที่เชื่อมั่น”!!!

ทีมช้างศึก ชาติไทย ต้องนึกย้อนถึงบทสัมภาษณ์แรกของ เยอร์เก้น คลอปป์ ตอนเข้าคุมลิเวอร์พูล ณ เวลานี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ต.ค.2015 ว่า “We must turn from doubters to believers.” หรือเราต้องเปลี่ยนจากคนขี้สงสัยให้เป็นคนที่มีความเชื่อให้ได้!

สงสัยในฟุตบอลรูปแบบของเรา, มาตรฐานของเรา, ความสามารถของเรา ฯลฯ ที่ต้องลืม และรื้อทิ้งให้หมดแล้วเปลี่ยนเป็น “ความเชื่อ” ว่า เราเก่ง และทำได้จริง

เพราะการเจอกับทีมอันดับ 6 ของเอเชียใน “ฟีฟ่า เวิลด์ แรงค์กิ้ง” อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วสามารถต่อกรชนิดเท้าชนเท้า หมัดต่อหมัด เลือดแลกเลือดได้ดีเยี่ยมขนาดนี้

มันคือ บททดสอบว่า อากิระ นิชิโนะ พาทีมชาติไทยไปสู่ไดเร็กชั่นที่ถูกต้อง และ “สอบผ่าน” ข้อสอบข้อที่ยากที่สุดนับจากมาคุมทีมเพียง 4 นัดได้สำเร็จ

จบ 45 นาทีแรก สิ่งที่ผมสงสัยมากที่สุด คือ style of play ของยูเออี ที่ “เด่นชัด” ในเกมไดเร็คต์ ทิ้งยาวหลังไลน์รับของเรา หรือแทงตรง ๆ ทางลึกทะลุช่อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง โอมาร์ อับดุลราห์มาน และอาลี มาบคูต ดาวยิงตัวแสบประจำทีม

เกมครองบอล หรือ possession play แทบไม่มีให้เห็น อาจเป็นเพราะ “กลยุทธ์” และแท็คติกส์ที่เตรียมมาว่าจะเน้นรับแล้วโต้ แต่ทว่าควรชมเชยความมุ่งมั่น กระหายในการเล่น ความขยันขันแข็งของนักเตะไทยมากกว่า ที่เข้าเร็ว ทำเร็ว หรือเพรสซิ่งกดดันได้ดีจนยอดทีมไปบอลโลก 1990 มาแล้วถึงกับไปไม่เป็น

รูปเกมลักษณะนี้ ทัพช้างศึกต้องระวังพื้นที่หลังแบ็ค และจังหวะเสียเทิร์นถูก Transition จากลูกทีม เบิร์ต ฟาน มาร์ไวจ์ ให้ดีเท่านั้น

ซึ่งยากมากครับหากไม่พลาดเอง เพราะแนวรับเราจะอยู่ในสถานการณ์ 2v1 หรือ 3v2 ที่ได้เปรียบในเรื่องตัวผู้เล่น และระยะการวิ่งโต้กลับไกลมาก 30-40 หลาอันเป็นแท้คติกส์วิธีฟุตบอลสมัยใหม่ที่ อากิระ นิชิโนะ นำมาใช้

จะว่าไปแล้ว หากหลับตาคิดว่า สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ไม่ได้ชื่อนี้ แต่เป็นชื่อชาติใดชาติหนึ่งในระดับอาเซียน

นี่คือ ครึ่งแรกที่ “สมบูรณ์แบบ” ของทีมชาติไทย และเรียกร้องอะไรมากกว่านี้จากผู้เล่ช้างศึกไม่ได้อีกแล้ว

ยกเว้น เราทำประตูที่ 2 ไม่ได้ และมาบคูต ยิงประตูตีเสมอ 1-1 ประตูที่ 55 ในนามทีมชาติของเขาได้

ถามว่า มันน่าเสียดายไหมกับจังหวะสุดท้ายในครึ่งแรกที่เสียประตูแบบเกม “ต้อนต่อย” ข้างเดียว?

ก็ต้องตอบว่า “เสียดาย” แต่มันคือ learning curve ของทีมที่จะต้องเจอ และเรียนรู้ตลอดเส้นทางแคมเปญใหญ่ ๆ แบบนี้ หรือจะว่าไปแล้ว มันคือ ส่วนหนึ่งการพัฒนาฟุตบอลของเรา

อย่างไรก็ดีครับ สิ่งที่ได้เห็นตลอดครึ่งแรก มัน “หอมหวล” มากว่า เรามี shape ฟุตบอล, มีรูปแบบ, แท็คติกส์ และเทคนิค ในการเล่นที่ดีรวมถึงไม่ได้ “ตั้งรับ” ด้วยตอนออกนำ 1-0 จากประตูที่ 47 ในเสื้อทีมชาติไทย 106 นัดของ ธีรศิลป์ แดงดา ที่สวมบท “หน้าเป้า” ได้ยอดเยี่ยม: เชื่อม, พัก, ยิง

ขณะที่ริมเส้นซ้ายขวาทั้ง เอกนิษฐ์ ปัญญา และศศลักษณ์ ไหประโคน ก็สามารถเลี้ยงกินตัว เล่น 1v1 ได้สบายโดย สุภโชค สารชาติ ทำหน้าที่ในตำแหน่ง เจ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

กองกลาง 2 คน: สารัช อยู่เย็น และพิธิวัตร์ สุขจิตรธรรมกุล ทำงานหนักทั้งตัดบอล และออกบอลโดยคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และมานูเอล ทอม เบียรห์ ดีหมดยกเว้นความเร็ว และ awareness ในการเล่นเกมรับแบบกองหลังแท้ ๆ

นี่น่าจะเป็น “จุดเปราะ” ประการเดียวของเรากับสไตล์การเล่น high line เพราะตราบใดที่คู่เซนเตอร์ฯคางเปราะ นั่นหมายถึง ในใจคู่แข่งจะทราบ และรอแค่โอกาสเราพลาดเท่านั้น ซึ่งประตู 1-1 เป็นไปได้อย่างไรที่ มาบคูต ยืนโล่งโหม่งได้แบบนั้น หรือก็คือ ทำประตูได้ง่ายไป

ฟูลแบ็คทั้ง นิติพงษ์ เสลานนท์ และธีราทร บุญมาทัน ถือว่า ทำหน้าที่สนับสนุนตัวบนได้ดี และทำให้เกมริมเส้นทั้งซ้าย และขวาของเรา “ทำงาน” ได้ดีไม่ต่างกัน

เพราะก่อนหน้านี้ ฝั่งขวาเราเหมือนนกปีกหัก ใช้ได้แต่ปีกข้างซ้ายเท่านั้น

ประตู 1-1 จะว่าไปแล้วก็ดี เพราะทำให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่หมด และนิชิโนะคงไม่ต้องปรับเปลี่ยน team talk มากยกเว้น “พวกคุณจะพลาดแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว และพอมีจังหวะคุณต้องทำได้”

เพราะช้างศึกเล่นได้ดีกว่าครึ่งแรกไม่ได้แล้วจริง ๆ ครับ

เชื่อว่าเช่นนั้นเพราะเริ่มต้น 45 นาทีหลัง ยูเออี ยังคงพออกพอใจกับจังหวะบอลช้า ๆ และไม่เร่งรีบพร้อม ๆ กับรอจังหวะพลาดจากเราผสมกับวางพื้นที่หลังแบ็คของเรา

ก็นั่นคือ “สิ่งเดียว” วิธีเดียวที่น่าจะทำได้ ยกเว้นบอลจากฝั่งซ้ายของเค้าที่หลุดไปเปิดประตูในครึ่งแรก

จริง ๆ ก็ “ภาพเดิม” ตามมาครับ สารัชมีโอกาสหลุดไปยิงตั้งแต่ต้นเกมแต่ถากไป และไทยยังสร้างโอกาสจากพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษได้เรื่อย ๆ

กระทั่ง จังหวะต่อบอล ครองบอลสวย สารัชไหลให้นิติพงษ์ครอสส์เสาสอง และเป็นเอกนิษฐ์พุ่งเข้าชาร์จ 2-1 เสาแรกนาทีที่ 52

โจทย์ตอนนี้คือ เราต้องไม่พลาดอีก! และเล่นฟุตบอลด้วย “ความเชื่อ” (Believe) ว่าเราจะทำได้ ให้ได้

การเสียประตูรอบนี้ทำให้ทัพ อัล อับยาด หรือทีมชุดขาว “กล้าเสี่ยง” มากกว่าเดิม

แน่นอนบอลจะสนุก “เปิดหน้า” มากขึ้น และเราจะโดนทดสอบเกมรับมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน โอกาสในเกมรุกเราก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

20 นาทีสุดท้าย ฟาน มาร์ไวจ์ ปรับมาใช้กองหน้าคู่ และถอดเราเบอร์ 10 อดีตดาราเอเชีย 2016 อับดุลราห์มาน ออก เพื่อแลกหมัด และน่าจะยิ่งเล่นไดเร็กต์มากขึ้นกับกองหน้าตัวใหญ่ อาเหม็ด คาลิล

แต่ที่บอกครับ เราเล่นรับได้ compact และคู่เซนเตอร์ฯ แม้จะไม่แข็งแกร่งนักโดยเฉพาะธนบูรณ์ แต่เรื่องความกล้า และมั่นใจกับลูกบอลถือว่าดีมากเนื่องจากจะไม่ “ถอยร่น ๆ ๆ ๆ” ลงเหมือนพวกกองหลังแท้ ๆ

แต่ยังยืดหยัดพยายามจะดันไลน์ 30-35-40 หลา โดยยอมตัดบอลเร็วจากกองหน้าคู่แข่งทันที และยอมทิ้งพื้นที่ด้านหลังหากบอลข้ามศีรษะให้เป็นหน้าที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน กัปตันทีม

นอกจากนี้ เรายังไม่ “ละเลย” ในเกมรุก และโจมตีทุกครั้งที่มีโอกาส

ครับ “ภาพทุกอย่าง” ชัดเจนที่สุดแล้วในเกมนี้ว่า “ช้างศึก” เชือกนี้ เชื่อมั่น และพร้อมจะ #เล่นไม่เลิก ร่วมกับแฟน ๆ


MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Story

“คลาส ออฟ’92” กับชีวิตผู้จัดการทีม

SPORTDesk. Team

เกือบ 30 ปีแล้ว ที่แฟนบอลทั้งโลกรู้จักกับ คลาส ออฟ ’92 ของนักเตะแมนฯยูไนเต็ดที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรรจงสร้างมากับมือ

Thought

“ไม้ประดับ”?

Dechruch

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มต้นฟุตบอลระดับทวีปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลกอย่างฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอเมริกาใต้ หรือ “โคปา อเมริกา 2019” ที่ประเทศบราซิล ดู เหมือนว่า “ญี่ปุ่น” ยอดทีมจากทวีปเอเชีย ที่ได้รับการเชื้อเชิญเข้าร่วมการแข่งขันจะเป็น ทีมที่ถูก “ดูแคลน” ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นการแข่งขันว่าเป็นเพียงทีม “ ไม้ประดับ ”

Story

“เอล กลาซิโก้” ภาค 4 ยิ่งกว่าศึกศักดิ์ศรี

SPORTDesk. Team

วันเสาร์นี้ ทั้งคู่ต้องโคจรมาเจอกันอีกครั้งในเกม ลา ลีก้า สเปน ซึ่งคงไม่มีโอกาสไหนจะดีกว่านี้อีกแล้วที่ “ราชันชุดขาว” จะถอนแค้นให้ได้โดยเร็ว