10 เรื่องเก็บตกในวันแรกของการกลับมาในศึก บุนเดสลีกา

17 May 2020
228 VIEWS

สนามเปล่า ไร้แฟน ไร้เสียง ไร้ความกดดัน

อาจจะไม่ใช่บรรยากาศที่คุ้นชิน แต่คงต้องอยู่กับมันไปสักพักกับการเล่นฟุตบอลในสนามที่ไร้คนดู เมื่อไร้คนดูก็ไร้เสียง บรรยากาศในสนามก็เปลี่ยนไป  ทุกเสียงล้วนแต่ได้ยินดังสนั่น ไม่ว่าจะเป็น เสียงหวดบอล, เสียงร้องของนักเตะตอนโดนเข้าบอล หรือแม้กระทั้งเสียงที่ ฌอง แคลร์ โทดิโบ ด่า เออร์ลิง ฮาแลนด์ ว่า “กลับไปเ*ดยายมึงเถอะ” ก็ตาม

การไร้แฟนบอล ทำให้ความกดดันในการมาเล่นเป็นทีมเยือนหายไป สังเกตได้จากการที่ทีมเยือนบุกมามีแต้มได้ถึง 5 จาก 6 สนาม โดย 3 ใน 5 สนามที่ทีมเยือนมีแต้ม เป็น 3 คะแนนเต็มเสียด้วย!

ตัวสำรองแบบ โซเชียล ดิสแทนซิ่ง

นอกจากบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากการไร้แฟนบอลในสนาม ในหลาย ๆ คู่ เราได้เห็นตัวสำรองต้องขึ้นไปนั่งบนอัฒจันทร์คนดูโดยเว้นระยะห่างตามหลัง โซเซียล ดิสแทนซิง แถมยังต้องสวมหน้ากาก อันที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ถอดหน้ากากเลยด้วยซ้ำ ยกเว้นว่าจะได้ลงมาวอร์ม หรือ ถูกเปลี่ยนตัวเข้ามาเล่นเท่านั้น

ดีใจแบบ โซเชียล ดิสแทนซิ่ง

ไม่ต้องสงสัยว่าการดีใจแบบรักษาระยะห่างแบบที่ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ทำหลังจากยิงประตูในครึ่งแรก จะกลายเป็น นิว นอร์มอล ใหม่ของวงการฟุตบอล และดีไม่ดี บางลีกอาจจะต้องถึงขั้นออกกฎมาควบคุมเลยทีเดียว เพื่อป้องกันการดีใจที่ “ใกล้กันเกินไป”

มีลืมกันบ้างแต่ไม่ใช่เรื่องตลก

มันก็ตรงข้ามกับข้อที่แล้วนั่นแหละ เมื่อมีคนคิดเรื่องว่า ควรดีใจแบบ โซเชียล ดิสแทนซิง ได้ มันก็ต้องมีคนลืมเรื่องนี้อยู่แล้ว และ เดอดริก โบยาตา น่าจะโดนด่ายับทีเดียว หลังจากทำให้บุนเดสลีกาน่าจะเสียภาพลักษณ์อันดี จากการลืมตัวไปดีใจโดยการหอมแก้ม มาร์โก กรูยิช 

ยังดีที่ เดแอฟแอล ยืนยันว่าจะไม่มีการลงโทษย้อนหลังจากกรณีนี้ หากแต่หลังจากนี้คงมีการกำชับอย่างเข้มงวดกันแน่นอน 

บอลก็ยังต้องฆ่าเชื้อโรค

ถ้าใครเปิดเกมมาดู และไม่ได้สังเกต คงไม่รู้ว่าลูกฟุตบอลที่ใช้ในสนามจะผ่านการฆ่าเชื้อโดยการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดทั้งช่วงก่อนเตะ และระหว่างพักครึ่ง นอกจากนี้ถ้าสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นว่า เด็กเก็บบอลในทุก ๆ สนามจะใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อกันทุกคนด้วย

เปลี่ยนตัวได้มากกว่า 3

ไม่ต้องรอกันนานกับกฎใหม่ที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า อนุญาตให้นำมาใช้ในฟุตบอลลีกหลังจากกลับมาแข่งขันกัน นั่นคือการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน และ ชาลเก 04 ก็ขอใช้สิทธิ์นั้นทันทีในเกมเจอกับ โบรัสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยพวกเขาเปลี่ยนเต็มสตรีมถึง 5 คนด้วยกันในเกมนี้

หน้ากาก กับทุกที่ที่ไม่ใช่สนาม

นอกจากตัวสำรองที่ได้กล่าวไปแล้ว หน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งที่ถูกบังคับใช้ในสนามทุกแห่งหน ตั้งแต่บรรดาเด็กเก็บบอล, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ตากล้องและทีมงานถ่ายทอดสด, นักข่าวในบ็อกซ์ และรวมไปถึงผู้สังเกตการณ์ในห้องวีไอพี ที่ได้รับโควตาทั้งทีมเหย้าและทีมเยือน โดยกฎนี้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดด้วย

วีเออาร์ เรายังไม่ลืมนาย

เกมคู่ อาร์เบ ไลป์ซิก กับ ไฟร์บวร์ก ทำให้เรารู้ว่า วีเออาร์ ยังถูกบังคับใช้ตามปกติเมื่อผู้ตัดสินในสนามได้รับสัญญาณจากห้องดูวิดีโอ นั่นทำให้เรารู้ว่าคุณภาพของการตัดสินจะไม่ตกลงไปจากเดิม และการใช้เครื่องช่วยการตัดสินนี้จะยังทำให้เกมได้รับความยุติธรรมแบบที่ควรจะเป็นแน่นอน

แตะศอก แตะเท้า เป็นเทรนด์ใหม่

การจับมือและกอดกันเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักรักษาระยะห่างทางสังคม ดังนั้น การทักทายกันไม่ว่าจะเป็นก่อนเกม หรือ หลังเกมจบก็ต้องถูกยกเครื่องใหม่ กลายเป็นการเอาข้อศอกชนกันแทนการจับมือ และบางคนรู้สึกไม่ถนัดก็ใช้เท้าสัมผัสกันเป็นการ Shake Foots! ไปเลยก็มี

ปิดท้ายด้วยสกอร์!

– เอาก์บวร์ก 1-2 โวล์ฟสบวร์ก
– โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 4-0 ชาลเก 04
– ฟอร์ทูนา ดุสเซลดอร์ฟ 0-0 พาเดอร์บอร์น
– ฮอฟเฟนไฮม์ 0-3 แฮร์ธา เบอร์ลิน
– อาร์เบ ไลป์ซิก 1-1 ไฟร์บวร์ก
– ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต 1-3 โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค

สถานการณ์นี้นอกจากจะทำให้สถานะในหัวตารางร้อนฉ่า เพราะทั้ง “เสือเหลือง” และ “สิงห์หนุ่ม” ทำแต้มจี้ บาเยิร์น มิวนิค ที่ยังไม่ได้ลงสนามเหลือแค่ 1 และ 3 แต้มตามลำดับแล้ว การเสมอกันของสองทีมท้ายตารางอย่าง ดุสเซลดอร์ฟ กับ พาเดอร์บอร์น ยังทำให้ ไมนซ์ 05 กับ แวร์เดอร์ เบรเมน ที่ยังไม่ได้ลงสนาม มีโอกาสในการทำแต้มเพื่อโอกาสที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ด้วย