‘โซลชา’ กับเบื้องหลังความสงบสุขอีกครั้งที่โรงละครแห่งความฝัน

15 February 2019
197 VIEWS

​หลังเจ็บปวดมานานกับยุคของโจเซ่ มูรินโญ่ ในเวลานี้แมนฯ​ ยูไนเต็ด กลับมามีความสุขมากที่สุดในรอบหลายปี ตั้งแต่ได้โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุมทีม สิ่งร้ายๆ ค่อยๆ ถูกปัดเป่าออกไปเหมือนฝุ่นพิษในเมืองกรุงที่หายไป เพราะมีสายลมพัดพา พวกเขาชนะ 10 และเสมออีก1 นัด (แต่ล่าสุดก็แพ้แล้วต่อ เปแอสเช ไปในแชมเปี้ยนส์ ลีก) 

นักเตะที่มีปัญหามากมายในช่วงก่อนหน้านี้จนแทบจะเสียความมั่นใจไปหมดทั้งทีม ก็กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

​อะไรมันก็ดีไปหมดในเวลานี้ ทุกคนที่เป็นชาวปีศาจแดงมีความสุขกันอย่างมากมาย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากว่าระยะเวลาแค่ 8 สัปดาห์ โซลชาทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

​นั่นสิ เขาทำได้อย่างไรกัน?

1) The personal touch

​แปลตรงตัวคือสัมผัสส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ยาก แต่ลองอ่านสิ่งที่เขาทำดูก่อน

​โซลชา เคยอยู่กับยูไนเต็ดมายาวนานถึง 14 ปีจากนักฟุตบอลจนถึงการเป็นโค้ช (1996-2010) ซึ่งเขาจะมีสิ่งที่เขาทำเป็นประจำเสมอ

​สิ่งนั้นคือการหอบเอาช็อคโกแลตแท่งจากนอร์เวย์กลับมาฝากสตาฟฟ์ที่ทำงานอย่างหนักในเบื้องหลังของสโมสรและไม่ค่อยได้รับการสังเกตถึง

​มันอาจเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ก็เป็นสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก

​ในวันพฤหัสบดีที่ 20 ธ.ค.​ซึ่งเป็นวันแรกที่เขากลับสู่สโมสรอย่างเป็นทางการ โซลชาก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิม เขามอบชอคโกแลตของฝากให้แคธ ฟิปป์ส รีเซปชั่นของสโมสรที่ทำงานมาให้กับแมนฯยูไนเต็ด มาครึ่งศตวรรษ (!!!) ก่อนจะมอบของฝากให้คนอื่นๆด้วย

​เขาไม่ได้ทำเพื่อหวังอะไรตอบแทน โซลชาแค่ทำทุกอย่างตามธรรมชาตินิสัยของเขา และสิ่งนี้ทำให้สตาฟฟ์เริ่มสัมผัสได้ทันทีว่าสโมสรแห่งนี้จะกลับมาสู่แนวทางที่พวกเขาเคยเป็นอีกครั้ง

​ในวันเดียวกันช่วงกลางคืนมีงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นสำหรับสตาฟฟ์ของสโมสร โดยไม่มีนักฟุตบอลเข้ามาเกี่ยวข้อง งานนี้โซลชาได้รับการสอบถามว่าเขาสนใจจะมาร่วมด้วยไหม เพราะด้วยหลายๆปัจจัยมันก็อาจจะดูไม่สะดวกนัก

​แต่โซลชาก็ไป และการปรากฏตัวของเขาโดยที่ไม่ได้มีการประกาศล่วงหน้ามาก่อนทำให้สตาฟฟ์ 500 คนรู้สึกดี เขายังใช้เวลาพูดคุยตอบคำถามทุกคนอีก 15 นาที

​สิ่งสำคัญที่สุดที่โซลชาพูดในวันนั้นคือ “มันถึงเวลาที่เราจะได้นำรอยยิ้มกลับมาสู่ใบหน้าของพวกเราอีกครั้ง”

​ดูเหมือนเขาจะทำได้ตามที่พูด

2) คำสั่งและกิจวัตร

​หลังสิ้นสุดยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมของยูไนเต็ดทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงตารางและกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำตามใจชอบ และสิ่งเล็กๆเหล่านี้ก็ส่งผลต่อสโมสรอย่างคาดไม่ถึง

​เดวิด มอยส์ สั่งห้ามไม่ให้มีมันฝรั่งอยู่ในเมนูประจำสโมสร ขณะที่หลุยส์ ฟาน ฮาล สั่งให้ติดตั้งไฟสนามเพิ่มที่แคร์ริงตันเพื่อที่จะลงซ้อมในช่วงค่ำได้ ขณะที่ โจเซ่ มูรินโญ่ สั่งปรับตารางการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ไปเรื่อยๆ แล้วแต่อยากจะเล่นเรื่องอะไร หรือเล่นใคร (นักฟุตบอลในทีม)

​ตรงนี้แตกต่างจากโซลชาที่พยายามยึดตารางประจำ การพูดคุยจะมีขึ้นทุกเช้าวันศุกร์เวลา 8 โมงครึ่ง และจะไม่มีอะไรที่มันวุ่นวายใจอีกสำหรับนักเตะระดับอาวุโสภายในทีม

​นอกจากนี้โซลชา ยังตัดสินใจที่จะขอความช่วยเหลือจากไมค์ ฟีแลนด้วย (ไม่ใช่เฟอร์กี้เป็นคนแนะนำมา)

​จริงๆแล้วไม่มีใครสามารถติดต่อฟีแลนได้ในช่วงแรก เพราะอดีตมือขวาคนสุดท้ายของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังไปสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบิร์นลีย์ แต่โซลชาก็พยายามจนติดต่อได้ และขอให้ฟีแลนกลับมาช่วยในงานนี้

​เพราะเขารู้ดีว่าฟีแลนจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้ทีมกลับมาดีอีกครั้ง และมันก็พิสูจน์ได้ชัดด้วยผลงาน 11 นัดที่ผ่านมา

​บางทีสิ่งที่เดวิด มอยส์ พลาดมากที่สุดคือการตัดฟีแลนออกจากระบบเมื่อปี 2013 และทำให้บทสรุปสุดท้ายของ The Chosen One จบลงอย่างน่าเศร้า

3) เข้าถึงทุกคน

​หนึ่งในเรื่องที่โซลชาให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของเขาคือการพูดคุยกับทุกคนในสโมสร ไม่ว่าจะเป็นการเดินวนไปตามโต๊ะต่างๆในงานของ Unicef ที่จัดขึ้นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด หรือการไปเยี่ยมชมการซ้อมของทีมหญิงในทุกระดับอายุของสโมสร หรือการโพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับนักเตะสาวน้อยและผู้ปกครองแม้ว่าจะมีฝนกระหน่ำ

​เขาชอบไปแบบเงียบๆบางทีคนยังจำไม่ได้เลยว่านี่คือนายใหญ่แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด

​ผู้ปกครองของนักเตะเยาวชนหญิงคนหนึ่งกล่าวว่า “คนที่นิสัยดีกว่านี้อีกในเกมฟุตบอล ผมยังหาไม่เจอเลย”

​โซลชายังไปเยี่ยมเพื่อนเก่าอย่าง นิคกี้ บัตต์ ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าอคาเดมี่ของยูไนเต็ดเป็นประจำ

​บัตต์ พูดถึงเพื่อนเกลอว่า “เขามีความรู้เรื่องอคาเดมี่อย่างแท้จริงเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนของผม ในตอนที่เขามา สิ่งแรกที่เขาบอกคือเราจำเป็นจะต้องนั่งคุยกัน สร้างความสัมพันธ์ และเฟ้นหานักเตะที่มีความสามารถที่จะขึ้นชั้นมาได้”

​ผลลัพธ์จากการไปคุยกับบัตต์คือ ตาฮิธ ชอง และแองเจล โกเมสสองดาวรุ่งที่เริ่มได้โอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่

4) ติดต่อเฟอร์กี้

​หนึ่งในเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับการทำงานของโซลชาในโอลด์ แทรฟฟอร์ด คือเรื่องที่พูดกันว่า

​“เขาทำตามใบสั่งของเฟอร์กี้”

​ความจริงแล้วมันตรงกันข้าม เพราะโซลชาไม่ได้ทำตามคำสั่งของเฟอร์กี้ เขาทำงานด้วยตัวของเขาเอง โดยที่เฟอร์กี้นั้นแค่เป็นเหมือนที่ปรึกษา (และเป็นขวัญกำลังใจเฉยๆ) 

​ถึงแม้ว่าจะมีตำแหน่งที่ปรึกษา และเคยมาที่แคร์ริงตัน 2 ครั้ง – หนึ่งครั้งโซลชาเชิญมาเอง อีกครั้งเฟอร์กี้มาเพื่อเยี่ยม จูเซ็ปเป้ รอสซี่อดีตกองหน้าผู้อาภัพที่ได้รับอนุญาตให้มาซ้อมเรียกความฟิตที่สโมสร – แต่เฟอร์กี้ไม่เคยแทรกแซงการทำงานของโซลชา

​ในทางตรงกันข้ามโซลชาก็ไม่คิดจะรบกวนเฟอร์กี้ ที่เพิ่งฟื้นจากการผ่าตัดสมองครั้งใหญ่ มากที่สุดที่เขาทำคือหลังจบเกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เขาจะโทรไปพูดคุยกับเฟอร์กี้แต่ก็เพียงแค่สั้นๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนมากเกินไป และเฟอร์กี้จะให้คำแนะนำที่จำเป็นต่อเมื่อได้รับการร้องขอเท่านั้น

​อย่างไรก็ดีสิ่งที่ชัดเจนคือโซลชา ทำทีมตามแนวทางของเฟอร์กี้แบบเป๊ะๆ

​ฟุตบอลเกมรุก เจาะริมเส้น หรือแม้แต่ในการคุมซ้อมเขาก็ไม่ได้ลงไปคุมซ้อมเอง แต่จะปล่อยให้เป็นงานของ ฟีแลน และไมเคิล คาร์ริครวมถึง คีแรน แม็คเคนนา โดยตัวเขาจะคอยดูอยู่ใกล้ๆมากกว่า

5) ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า

​ช่วงวันท้ายๆของโจเซ่ มูรินโญ่ ในฐานะผู้จัดการทีม เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีใครสนใจจะฟังเขาอีกแล้ว และตัวมูรินโญ่เองก็หนีห่างจากทุกคนแม้กระทั่งสตาฟฟ์โค้ชภายในทีม

​หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ มีวันนึงที่มูรินโญ่ จู่ๆก็โดดขึ้นรถบัสของทีมก่อนถึงกำหนดออกเดินทาง 40 นาที และนั่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรกับใครเลย ไม่มีคำอธิบายใดๆด้วย จนสตาฟฟ์โค้ชขึ้นมาก็ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมมูรินโญ่ถึงไปนั่งเงียบๆคนเดียวตรงนั้น

​สำหรับโซลชา เขาไม่เคยตำหนิผู้เล่นในที่สาธารณะ แต่เขาเคยพูดในการแถลงข่าวครั้งหนึ่งว่าตัวเขาสืบทอดวิชา “ที่เป่าผม”​ หรือ“hairdryer” อันโด่งดังมาด้วย และเขาเคยใช้มันครั้งหนึ่ง ซึ่งสำหรับคนดวงแตกคนนั้นมันก็ไม่ใช่วันที่น่าจดจำนัก

​แต่เหนืออื่นใด โซลชา จะไม่มีวันเอาเรื่องในบ้านออกไปแพร่งพรายข้างนอกเด็ดขาด

​ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า

6) โอบกอดแมนเชสเตอร์

​เป็นอีกเรื่องที่เหมือนจะง่าย เป็นเรื่องเรียบๆ แต่เพราะรายละเอียดพวกนี้แหละที่ทำให้โซลชาแตกต่างจาก มูรินโญ่

​ในงานการกุศลของ Unicef เมื่อเดือนที่แล้ว (ม.ค.) โซลชามอบนาฬิกาของเขาให้ประมูลและได้เงินมาถึง 32,000 ปอนด์

​เอาจริงๆมูรินโญ่ก็เคยทำแบบเดียวกันเมื่อปี 2016

​แล้วมันต่างกันตรงไหน? สองคนนี้ต่างกันตรงที่รายละเอียดนิดๆหน่อยๆ เช่น โซลชาใส่สูทผูกไทอย่างเรียบร้อยสมฐานะผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการไปร่วมงานรำลึกโศกนาฏกรรมที่มิวนิค ขณะที่มูรินโญ่ แต่งกายลำลองใส่แจ็คเก็ตที่มีฮูดทั้งๆที่ต้องนั่งร่วมบริเวณเดียวกับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน

​ความจริงมูรินโญ่ไม่ได้ละเลยหรือไม่ให้เกียรติ เขารู้ประวัติศาสตร์ที่น่าโศกเศร้าเป็นอย่างดี และเขาพยายามย้ำกับลูกทีมทุกคนให้มาร่วมพิธีโดยไม่มีข้อแม้โดยต้องประพฤติตัวให้เหมาะสมด้วย เพียงแต่ตัวเขาเองกลับพลาดที่แต่งกายไม่เหมาะสม และทำให้คนไม่ประทับใจ

​ด้านโซลชา ในทางตรงกันข้ามเขาไม่ได้ใส่ใจแค่สโมสรแต่ยังใส่ใจเมืองแมนเชสเตอร์ทั้งหมด เขามองตัวเองในฐานะแมนคูเนียนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนมูรินโญ่ที่เลือกจะทำตัวเหมือน “แขก” ที่พักอยู่ในโรงแรมโลวรี ตลอด 895 วันที่ทำงานที่นี่

​เมื่อวันจันทร์ที่แล้วมีงานกาลาดินเนอร์ที่จัดขึ้นโดย แว็งซองต์ กอมปานีย์ กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยกอมปานีย์ได้เชิญไมค์ ฟีแลนและโวลชาเข้ามาร่วมงานด้วยเพื่อระดมทุนช่วยเหลือคนไร้บ้านที่แมนเชสเตอร์

​วันนั้น เป๊ป ก็นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ และเขากับโซลชาก็ทักทายกันอย่างอบอุ่น พูดคุยอย่างเป็นมิตร

​กอมปานีย์ พูดถึงการปรากฏตัวของโซลชาอย่างไร? 

​“ผมคิดว่ามันเป็นการแสดงออกที่แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งในตัวเขาอย่างมาก”