แรงโน้มถ่วง

5 February 2019
497 VIEWS

สิ่งที่เหล่าค็อปชนกังวลกันก่อนหน้านี้ได้เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วครับ เมื่อลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะไม่ได้เป็นเกมที่ 2 ติดต่อกันด้วยฟอร์มการเล่นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าอนาทรร้อนใจแทนเป็นอย่างยิ่ง

เห็นได้ชัดในเกมที่ลอนดอน สเตเดียม ว่าจ่าฝูงตกอยู่ในสภาพที่แทบไม่เหลือสภาพ แทบเอาตัวไม่รอด และชัดเจนว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่หรือใกล้เคียงกับคำว่าฟอร์มของทีมที่กำลังลุ้นแชมป์เลยแม้แต่น้อย

เกมรุกบอดสนิท ไม่มีวิธีหรือรูปแบบการเข้าทำที่สามารถหวังผลได้ ตลอดทั้งเกมพวกเขาสร้างโอกาสได้น้อยกว่าเวสต์แฮม และโอกาสนั้นก็ไม่ชัดเจนเท่ากับ​โอกาสของเหล่า “ขุนค้อน” ที่หากเป็นวันของพวกเขา บางทีลิเวอร์พูลอาจไม่ได้แม้แต่แต้มเดียวกลับมา

ขณะที่เกมรับที่เคยแกร่งประดุจภูผา เกมนี้เป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันในลีกที่พวกเขาเสียประตู (5 ประตูจาก 3 นัด) หรือหากมองย้อนกลับไป 5 นัดหลังสุด ลิเวอร์พูล เสียถึง 7 ประตูจาก 5 นัดในลีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเกมรับของพวกเขาแทบไม่ยุบหรือบุบสลายเลยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าผลงานที่น่าเป็นกังวลนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายครับ

โดยเฉพาะกับคำถามสำคัญว่า ด้วยฟอร์มแบบนี้หงส์แดงจะยังมีโอกาสลุ้นแชมป์ต่ออีกหรือ?

เรื่องนี้ตอบได้ชัดเจนและง่ายมากครับ ถ้าฟอร์มเหมือนในเกมกับ เวสต์แฮม และเลสเตอร์ ไม่มีความหวังสำหรับหงส์แดงที่จะได้แชมป์ครับ

ใน 2 นัดหลังสุด สิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำคะแนนหล่นหายในสถานการณ์ที่พวกเขาต้องการชัยชนะอย่างยิ่งยวด ความน่ากังวลนั้นเหมือนอย่างที่บอกไปในตอนต้นว่าฟอร์มการเล่นที่เคยดี หรืออย่างน้อยดีกว่านี้นั้นกลับหายไปแบบดื้อๆ

ย้อนกลับไปในเกมกับเลสเตอร์ ก็สามารถจับอาการได้ว่าลิเวอร์พูล เริ่มมีปัญหาแล้ว โดยเฉพาะแดนกลางที่ นาบี เกอิต้า และ เชร์ดาน ชาคิรี่ ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนทีมได้ เช่นกันกับแบ็กขวาจำเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันที่คล็อปป์คิดว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าการให้ ฟาบินโญ่ (ซึ่งไม่ฟิต) หรือราฟา คามาโช่ เจ้าหนูดาวรุ่งลงสนามไปและเสี่ยงกับการเจอฝันร้าย สุดท้าย เฮนเดอร์สัน ก็เป็นจุดที่ถูกโจมตีอยู่ดี

มาถึงเกมกับเวสต์แฮม อาการนั้นหนักกว่ามาก เพราะแม้กระทั่งเรื่องเบสิกที่สุดของการเล่นคือการผ่านบอลไปมา และผ่านบอลขึ้นหน้าที่เคยทำได้ดีเป็นปกติก็ขาดความแม่นยำไปเสียดื้อๆ

แม้กระทั่ง เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ซึ่งปกติแล้วเป็นคนที่เปิดบอลทแยงมุมได้ดีมาก ลูกเปิดบอลเขาในเกมเมื่อคืนนี้ก็ไม่แม่นยำเหมือนเก่า

จุดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลมากคือปัญหาการบาดเจ็บของผู้เล่นในช่วงที่ผ่านมาจนถึงช่วงนี้ที่เริ่มส่งผลมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาใหญ่อยู่ที่ตำแหน่งแบ็กขวา การบาดเจ็บของ โจ โกเมซ ที่ต้องพักการเล่นยาวและดูเหมือนว่ามีโอกาสจะพักจนถึงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล มาพร้อมกับการบาดเจ็บของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และทีมมีปัญหาทันที เพราะ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจปล่อย นาธาเนียล ไคลน์ ให้บอร์นมัธ ยืมใช้งานในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันพอดี

การขาดแบ็กขวาตัวหลักทั้งสอง ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเป็นหน้าที่ของ เจมส์ มิลเนอร์ ที่ลงสนามเป็นหลัก (และมี เฮนเดอร์สัน ลงประจำการในเกมกับเลสเตอร์) ซึ่งแม้จะเก๋าเกมแต่ด้วยวัยแล้ว การลงไปเจอปีกความเร็วจัดๆอย่าง วิลฟรีด ซาฮา (คริสตัล พาเลซ), เดมาราย เกรย์ (เลสเตอร์) หรือ เฟลิเป้ แอนเดอร์สัน (เวสต์แฮม) นั้นเป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

มิลเนอร์ ทำได้ดีแค่ประมาณหนึ่ง หากเทียบเป็นการสอบก็ถือว่า “คาบเส้น” ซึ่งไม่ดีพอสำหรับทีมที่มองเป้าหมายถึงการลุ้นแชมป์

มากกว่าเกมรับที่มีปัญหาคือเกมรุกที่เสียความสมดุลอย่างชัดเจน จากที่เคยสามารถเปิดเกมรุกริมเส้นได้ดุดันทั้งสองฟากสนาม เวลานี้ลิเวอร์พูลขยับปีกซ้ายได้เพียงข้างเดียวกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ก็ประสบปัญหาชัดเจนเหมือนกัน

เมื่อเหลือปีกข้างเดียว คู่ต่อสู้ก็ตั้งรับได้ง่ายขึ้นเพราะแกนของเกมเอียง สิ่งที่เวสต์แฮม ทำไม่มีอะไรมากไปกว่าการลงไปพยายามปิดพื้นที่ให้มิด ตั้งรับลึกเพื่อไม่ให้ โรเบิร์ตสัน ไปถึงสุดเส้นหลังได้มากเท่าที่ต้องการ จากนั้นเมื่อเกมริมเส้นทำอะไรไม่ได้ ก็เหลือการปิดพื้นที่กลางสนาม ซึ่งการเจอกับลิเวอร์พูลในฟอร์มเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเขาจะต้านทานเอาไว้

แดนกลางของหงส์แดงอ่อนแอลงด้วยการขาดตัวหลักจอมขยันอย่าง จินี่ ไวจ์นาลดุม และ เฮนเดอร์สัน ทำให้ต้องใช้งาน เกอิต้า และ อดัม ลัลลานา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประสิทธิภาพด้อยกว่ามาก โดยเฉพาะรายหลังที่เคยเป็นตัวหลักที่ขาดไม่ได้ เวลานี้กลายเป็นคนที่เล่นได้ไม่เข้ากับระบบทีมเอาเสียเลย

ภาระตกอยู่กับฟาบินโญ่ ต้องพยายามอุดรูรั่วที่ทั้งสองทิ้งขว้างไว้ให้ จนเป็นจุดที่เวสต์แฮม จู่โจมกันได้เร็วและไวตลอด ก่อนที่จะค่อยๆดีขึ้นในครึ่งหลังเมื่อถอดลัลลานาออก และให้เชร์ดาน ชาคิรี่ ลงสนามมาแทน แต่ต้องยอมรับว่ากองกลางของ เวสต์แฮม โดยเฉพาะ มาร์ค โนเบิล กัปตันจอมเก๋า และไอ้หนู ดีแคลน ไรซ์ ทำหน้าที่กันได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆในการทำลายเกมตรงกลางสนามของลิเวอร์พูล

สองจุดนี้เป็นจุดที่ผมมองว่าลิเวอร์พูลมีปัญหาเพราะการขาดขุมกำลังผู้เล่น และเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ คงต้องพยายามปรับและเสริมกันต่อไปในอนาคต

ยังมีจุดที่น่ากังวลเรื่องของเกมรุก ซึ่งเวลานี้ค่อนข้างชัดเจนว่าลิเวอร์พูล พึ่งพา 3 ประสาน SMF ซาล่าห์-มาเน่-เฟียร์มิโน่ มากเกินไป

ความจริงหากเป็นในฤดูกาลที่แล้วปัญหานี้คงไม่เด่นชัดนักเพราะทั้ง 3 เล่นกันได้อย่างตระการตา ยิงกันเหมือนปืนกล แต่มาในฤดูกาลนี้นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมายังไม่มีช่วงใดเลยที่ SMF จะเล่นได้ร้อนแรงพร้อมๆกัน

ส่วนใหญ่แล้วทั้ง 3 จะสลับกันยิงประตูมากกว่าจะช่วยกันยิงพร้อมๆกัน โดยจะสลับไป ซาล่าห์ช่วงนึง, เฟียร์มิโน่ ช่วงนึง และปัจจุบันคือ มาเน่ ที่ทำได้ 2 ประตูจาก 2 นัดหลังสุด

ขณะที่คนอื่นๆไม่มีสกอร์ให้เห็นเลย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวสนับสนุนอย่าง เกอิต้า และชาคิรี่ ซึ่งเงียบกริบ

ภาระที่ตกอยู่กับ SMF มากเกินไปทำให้ทีมแทบไม่เหลือทางเลือกอื่น เมื่อคู่แข่งจับล็อกตาย SMF ได้ทุกอย่างก็จบ

โดยเฉพาะในฤดูกาลที่ คล็อปป์ ปรับระบบการเล่นใหม่ ทำให้ความลื่นไหลลดลง คู่แข่งเองก็หาวิธีรับมือได้ดีขึ้น งานจึงยากขึ้นกว่าเก่า

อย่างไรก็ดีเหนืออื่นใด สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดสำหรับลิเวอร์พูลในเวลานี้คือเรื่องของการรับมือแรงเสียดทานจากความกดดัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดมากที่สุดว่าเวลานี้พวกเขาไม่เป็นตัวของตัวเองมากนัก

“ความเชื่อ” ที่เคยมีลดน้อยลงไปเพราะเอาหัวใจไปใส่ในความหวังเยอะ ถึงจะพยายามบ่ายเบี่ยงอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ออกว่าลูกทีมของ คล็อปป์ มีอาการต้องการที่จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกมากแบบจับอาการได้

ความหวังไม่ได้เป็นพลังบวกเสมอไปครับ บางครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังลบได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อหวังมากจนเกินไป

แม้กระทั่ง มาร์ค โนเบิล ยังบอกว่าเขาสัมผัสได้ถึงความ “กังวล” ของลิเวอร์พูล ทั้งๆที่นั่งดูอยู่บนโซฟาที่บ้านในวันที่พบเลสเตอร์

ส่วนสำคัญเป็นเพราะลิเวอร์พูล ไม่ได้แชมป์มา 29 ปี ปีนี้เป็นอีกครั้งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุดและมีโอกาสชัดเจนมากที่สุด ระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนานจึงทำให้น้ำหนักของความคาดหวังสูงขึ้นทุกทีจนเหมือนกับแรงโน้มถ่วงที่มากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่แค่เฉพาะกับแฟนบอล แม้แต่นักฟุตบอลเองก็เริ่มจะรับมือกับมันไม่ไหว

อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่คู่แข่งอย่าง ซิตี้ เป็นสุดยอดทีมที่น่าเกรงขาม พลังการถล่มประตูของพวกเขาสร้างแรงกดดันให้คู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลได้อย่างมาก เพราะในเวลาที่หงส์แดงต้องลุ้นหนักและเหนื่อยกว่าจะได้ในแต่ละประตู ซิตี้กลับทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องง่ายดาย โดยเฉพาะในวันที่เป็นของพวกเขา

ตรงนี้เป็นงานของ คล็อปป์ ที่จะต้องพยายามเรียก “สติ” ของทีมกลับมาเป็นการด่วน

ความจริงเขาเองก็ควรจะเรียกสติตัวเองกลับมาด้วยเหมือนกัน เพราะสังเกตเห็นอยู่ว่าดูกดดันและไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่

ไม่มีประโยชน์อันใดเลยหากจะกดดันตัวเอง

ผมชอบความเห็นหลังเกมของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ซึ่งแม้จะรู้ว่าเป็นความเห็นที่ไม่เป็นกลางมากนักแต่ฟังแล้วดี คาร์ร่าบอกว่าไม่ว่าจะอย่างไรลิเวอร์พูลจะมีโอกาสที่จะลุ้นแชมป์อยู่ ต่อให้หลังจากนี้พวกเขาจะเสียท่าจนหลุดจ่าฝูง แล้วต้องตกตามหลังซิตี้ หรือสเปอร์สเองก็ตาม

เพราะในสถานการณ์ของการลุ้นแชมป์ ทุกทีมพร้อมจะ “สะดุด” อยู่แล้ว แม้กระทั่งซิตี้ยังแพ้นิวคาสเซิลได้

สำหรับลิเวอร์พูล นี่เป็นช่วงแรกของฤดูกาลที่พวกเขาออกอาการ “เป๋” อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทีมอื่นไม่ว่าจะซิตี้ หรือสเปอร์ส ก็ผ่านช่วงเวลานี้มาแล้วทั้งนั้น

สำคัญอยู่ที่ต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะกลับมาได้

อีกคนที่พูดดีคือ มาร์ค โนเบิ้ล ซึ่งให้คำแนะนำที่ดีกับเดอะ ค็อป นะครับ เขาบอกว่า “ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะลิเวอร์พูลอยากได้แชมป์ลีกมากเกินไป ซึ่งพวกเขามีโอกาสที่ดีมากๆ เพียงแต่แฟนๆจะต้องพยายามหนุนหลังทีมให้มาก เพราะมันจะเป็นช่วงที่ยากลำบากอย่างแน่นอน”

มองในแง่ดี ขนาดเสมอ 2 นัดติดยังมีคะแนนมากกว่าโคตรทีมอย่างซิตี้ 3 คะแนน ทุกอย่างยังอยู่ในมือ

การแข่งขันเหลืออีก13 นัดไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องถอดใจกันตรงนี้ครับ