แด่ดวงดาวที่สูญหาย | by ลูกแม่กิ่ง

ย้อนหลังกลับไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างเซาแธมป์ตัน กับแมนเชสเตอร์ ซิตี ในระหว่างการพักครึ่งผมได้นั่งชมภาพไฮไลต์ของเกมเก่าในวันวานที่เป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่พรีเมียร์ลีกผลิตและผมชื่นชอบมากที่สุดตามประสาคนอายุเริ่มมาก

หนึ่งในไฮไลต์นั้นเป็นภาพของมิดฟิลด์รายหนึ่งที่มีบุคลิกและหน้าตาที่คุ้นตา และลีลาการเล่นที่ยังติดอยู่ในใจ

ไมเคิล จอห์นสัน – ผมจำเขาได้

นี่คือมิดฟิลด์ดาวรุ่งที่มาแรงที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย เป็นกองกลางที่ครบเครื่องและมีการพูดกันว่าเขามีโอกาสจะกลายเป็นสตีเวน เจอร์ราร์ด ในฉบับของแมนเชสเตอร์ ซิตี

ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยกล่าวชมเด็กคนนี้ว่า “เก่งกว่า” เจอร์ราร์ดหรือมิชาเอล บัลลัคด้วยซ้ำไป ในวงเล็บว่า “ดีดี้”​ หมายถึงในช่วงอายุเท่ากัน เพราะในขณะที่เจอร์ราร์ดในวัยหนุ่มนั้นไม่ใช่กองกลางที่มีวินัยในสนามมากนักและมักจะเล่นด้วยจิตใจแห่งอิสระที่พร้อมจะโลดโผนโจนทะยานอย่างมั่นใจ

จอห์นสัน หรือที่ฮามันน์เรียกว่า “จอห์นโน” เป็นคนที่อ่านเกมได้ละเอียดลึกซึ้งกว่า ในความเห็นของอดีตมิดฟิลด์ที่เล่นให้กับทั้งบาเยิร์น มิวนิค, นิวคาสเซิล,​ ลิเวอร์พูล, ซิตี และทีมชาติเยอรมันแล้วเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาตรงการอ่านเกมล่วงหน้า 2-3 สเต็ป

ในเวลานั้นผมยังจำได้ว่าหากจะมีใครสักคนที่อยากจะได้มาเผื่อกรณีที่เจอร์ราร์ดล่ำลาจากลิเวอร์พูลไป คนแรกที่ผมอยากได้ก็เป็นเจ้าหนูคนนี้แหละ

จากดวงดาวพราวแสงที่แจ้งเกิดในปี 2007 อีก 6 ปีต่อมาเด็กหนุ่มคนนั้นประกาศเลิกเล่นฟุตบอลทันทีด้วยวัยเพียง 24 ปี ด้วยความตั้งใจว่า “ต้องการจะใช้ชีวิตอยู่ลำพังไปตลอดชีวิตที่เหลือ”

ชีวิตดำเนินไป เกมฟุตบอลเดินทางต่อ แต่จอห์นสันต้องการหยุดแค่นี้

แล้วทุกคนก็ลืมเขาไป

คนที่วันนี้เขาควรจะเป็นไอดอลของนักเตะแมนฯ ซิตีมากมายในแบบเดียวกับที่เจอร์ราร์ด เป็นฮีโร่ในดวงใจของเด็กสเกาเซอร์ และส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นมาถึงเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่กำลังจะทำในแบบเดียวกัน

อะไรที่ทำให้ไมเคิล จอห์นสันกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีใครจดจำ?

การพนัน เหล้ายา ชีวิตกลางคืน รถคันงาม และหญิงเลอโฉมมากมาย เป็นหนึ่งในเหตุผลแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

เพราะสิ่งที่พังชีวิตของเขาก็คือตัวของเขาเอง

สภาพจิตใจที่บอบช้ำและการขาดศรัทธาในตัวเองนำเขาสู่ความมืดมนอนธการที่ไม่มีวันสิ้นสุด

และแม้ว่าคนจะมองว่าเขา “เหลิง” ไปกับความสำเร็จที่ได้มาง่ายในวันเดือนปีแรกๆของการเล่นฟุตบอล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงเพราะจอห์นสันยอมรับว่าเขาขาด self-esteem ตั้งแต่เด็ก 

เขาไม่คิดว่าตัวเองคู่ควรที่จะได้อยู่ในจุดที่ตัวเองอยู่ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรอย่างไรก็ตามเขาก็มีคำถามต่อความสามารถและตัวตนของตัวเองเสมอ

อาการบาดเจ็บเป็นตัวเร่งปฏิกริยาที่ทำให้เขาดำดิ่งลงไปสู่ความมืดลึกขึ้นเรื่อยๆ และการใช้จ่ายวันเวลาไปกับการเที่ยวกลางคืนและการเล่นพนันด้วยหวังว่ามันจะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้างกลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

“ผมบาดเจ็บค่อนข้างบ่อยและมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เป็นที่รู้กันดีว่าเราจะผลิตเอ็นดอร์ฟีนธรรมชาติจากการลงเล่นและออกกำลังกาย แต่การที่ผมต้องผ่าตัดทำให้ผมไม่สามารถทำมันได้ และมันก็ทำให้ทุกอย่างแย่ลงก็จริง แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือตัวผมเอง หรือความรู้สึกของผม ผมแค่คิดว่าผมมันไม่มีค่าพอ”

มิตรและไมตรีของเพื่อนร่วมทีมเข้าไม่ถึงจอห์นสันด้วยความเชื่อเรื่องของวัฒนธรรมของทีมฟุตบอลที่เป็นกีฬาแบบชายเข้มแข็ง เขาเชื่อว่าหากเขาคุยกับเพื่อนในสิ่งเหล่านี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการชวนออกมาดื่ม ซึ่งจอห์นสันรู้ว่าไม่ใช่ทุกปัญหาจะจบได้ด้วยการกระดกเบียร์สิบกระป๋อง

สิ่งที่เขาต้องการในเวลานั้นคือใครสักคนที่จะรับฟัง เหมือนที่ผู้หญิงทั่วไปในสังคมจะมีคู่ซี้ไว้คอยแบ่งเบาความทุกข์ บรรเทาอาการบาดเจ็บ และใช้ความเข้าใจเป็นยาทาบนบาดแผลที่เกิดจากการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

จอห์นสันจึงได้เพียงแต่เก็บซ่อนมันไว้ข้างใน เขาไม่เคยปริปากเรื่องนี้กับใครอีกจนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงอายุ 21 ปี หนึ่งในแพทย์ประจำทีมถามถึงความรู้สึกของเขา

“ผมสบายดี” คือคำตอบแรกของเขา แต่แล้วหัวใจของเขาก็รู้สึกว่าเขาไม่โอเคและเขาไม่ควรจะโกหกต่อไป จอห์นสันจำบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นไม่ได้แต่มันจบลงด้วยการที่เขายอมรับว่าเขาไม่โอเคกับชีวิตและตัวตนของเขา

เขาไม่อยากตื่นมาซ้อม ไม่มีแรงจูงใดๆ โดยที่ในวันนั้นเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสภาพจิตใจของเขามันยับเยินมากขนาดไหน

จอห์นสันได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ และพยายามที่จะค้นหาหัวใจตัวเองกลับมา แต่มันสายเกินไป

ในขณะที่ซิตีพลิกโฉมทีมอย่างรวดเร็วด้วยเงินของชีค มานซูร์ นักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์มากมายที่เข้ามาจากโรบินโญ, แว็งซองต์ กอมปานีย์, เบนจานี เอ็มวารูวารี มาจนถึงดาวิด ซิลวา และเซร์จิโอ อเกวโร นักฟุตบอลทุกคนต่างพยายามทุ่มเทเต็มร้อยเพื่อช่วงชิงตำแหน่งในทีม

สำหรับจอห์นสัน เขาพยายามแล้วแต่ได้แค่ 75 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นซึ่งมันไม่เพียงพอ และมันนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักเตะหรือสตาฟฟ์โค้ช

ไมเคิล จอห์นสัน ไอ้หนูดาวรุ่งพรสวรรค์แม้ตัวจะยังอยู่กับทีมแต่ใจของเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ดวงดาวได้ดับแสงลงไปแล้วอย่างน่าเศร้า

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการที่เขาพยายามหาหนทางกลับมา จอห์นสันไปแม้แต่การเข้ารักษาตัวในคลีนิกเพราะเขาต้องโลกที่พร้อมจะโอบกอดเขาจริงๆ และมากกว่านั้นคือการที่เขาอยากรู้จักตัวเองให้ดีขึ้น

เขารู้แล้วว่าชีวิตนี้เขาไม่สามารถอุทิศให้แก่การเล่นฟุตบอลได้อีกแล้ว

สิ่งแรกที่เขาต้องการคือการจัดการตัวเองให้ดีก่อน 

จอห์นสัน – ที่ทำให้คนตกตะลึงกับภาพบนโซเชียลมีเดียที่อ้วนฉุอยู่ในร้านเคบับ – ประกาศเลิกเล่นแบบที่ยากจะเข้าใจ

“เหมือนกับใครสักคนที่ปิดไฟและผมไม่รู้จะไปทางไหนต่อ” คือคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองได้ดีที่สุด

ผมนั่งอ่านเรื่องราวของเขาด้วยความรู้สึกคิดถึงและห่วงใย – อย่างที่บอกถึงจะไม่ใช่นักเตะของทีมรักแต่ผมก็รักที่จะเห็นเขาอยู่ในทีมของผมเหมือนกันถ้าหากมันจะมีโอกาส – และการได้รู้ว่าคนที่ควรจะมีอนาคตสดใสต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็นำมาซึ่งความเสียใจไม่น้อย

ปัญหาเรื่องสภาพจิตใจของนักฟุตบอลเป็นหนึ่งในสิ่งทำร้ายเหล่าดาวเด่นมานับไม่ถ้วน หลายคนตกต่ำอย่างน่าใจหาย บางคนน่าเศร้ากว่านั้นที่เขารู้สึกไม่อาจทนอยู่บนโลกใบนี้ได้ต่อไปและนำไปสู่การจากไปที่น่าเศร้า

ดังนั้นอย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกลับมามีหัวจิตหัวใจที่เข้มแข็งอีกครั้งในวันนี้

จอห์นสันไม่กลัวการเข้าสังคมอีกต่อไป เขามีครอบครัวที่น่ารัก ภรรยาที่เข้าใจ และลูกสาวที่เป็นดุจแก้วตาดวงใจ

อย่างน้อยก็พอบอกได้ว่าเขามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง

หนึ่งดวงดาวอาจดับแสงแต่ยังสุกสกาวอยู่ข้างใน