เสียดาย…แต่ไม่เสียหาย

31 January 2019
65 VIEWS

แมนฯ ซิตี้ อุตส่าห์พลาดหลังบุกแพ้ นิวคาสเซิ่ล 1-2 แต่ลิเวอร์พูล ก็ดันสะดุดตามด้วยการเสมอในบ้านกับ เลสเตอร์ 1-1 

มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมเก็บประเด็นที่มองเห็นจากเกมนี้มาฝากแฟนๆ sportdesk….

1. เจอร์เก้น คล็อปป์ มีปัญหาหลังบ้านในตำแหน่งแบ็กขวา เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ กับโจ โกเมซ เจ็บ ส่วนเจมส์ มิลเนอร์ ติดโทษแบน แถมฟาบินโญ่ เพียงฟิตพอถูกใส่ชื่อเป็นตัวสำรอง 

ทางเลือกเหลือไม่มาก หนึ่ง-โยนดาวรุ่งอย่าง ราฟา คามาโช่ ออกสตาร์ตตัวจริงนัดแรกในพรีเมียร์ ลีก หรือสอง-มองหาอ็อปชั่นอื่น

อ็อปชั่นอื่นที่ว่า หมายถึงการโยกใครบางคนที่ไม่ใช่แบ็กธรรรมชาติ ขยับมายืนด้วยหวังผลจากประสบการณ์ที่เก๋าเกมกว่าเด็กอายุ 18 

ในเคสนี้ ผมมองจินี่ ไวนัลดุม เพราะเคยโดนจับเล่นกองหลังมาแล้ว แต่ผิดคาด หวยดันไปออกกัปตัน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 

คล็อปป์ อธิบายว่าเลสเตอร์ มีจุดแข็งอยู่ที่การเติมเกมรุกฝั่งซ้ายของเบน ชิลเวลล์ แบ็กดีกรีทีมชาติอังกฤษ การส่งคามาโช่ ลงไปรับมือ อาจเพิ่มความเสี่ยงแบบได้ไม่คุ้มเสีย

อีกเหตุผลที่กุนซือเยอรมันไม่ได้บอก แต่ขอเดาว่าสปีดและไดนามิกในแดนกลาง ก็สำคัญจากบทเรียนที่เจอกันเมื่อต้นซีซั่น กลางหงส์โดนไล่บี้หนักจนป้อแป้ เจียนอยู่เจียนไป ดีว่าตุนสกอร์ 2-0 ตั้งแตครึ่งแรก ทำให้ตีกรรเชียงประคองตัวเข้าป้าย 2-1 

ไวนัลดุม ได้ปักหมุดตรงกลางสนามคู่กับนาบี เกอิต้า ในระบบ 4-2-3-1

แต่ปัญหาคือทั้งคู่ก็เอาเกมไม่อยู่ ยังคงโดนฝูงจิ้งจอกรุมบีบจนขึ้นเกมสะเปะสะปะ 

2. ลิเวอร์พูล ออกสตาร์ตเกมนี้ได้สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบจนน่ากลัว เหมือนแมนฯ ซิตี้ ที่ขึ้นนำนิวคาสเซิ่ล ตั้งแต่ 25 วินาทีแรก 

การนำเร็ว สามารถส่งผลได้สองทาง ไม่มั่นใจมากขึ้น เดินหน้าขยี้ต่อ ก็ย่ามใจเกินไปด้วยการผ่อนเท้าจากคันเร่ง

ตั้งแต่เสียงนกหวีดคิกออฟ นักเตะเจ้าถิ่นต่อบอลจากเท้าสู่เท้าอย่างแม่นยำ  ขยับส่ายหาช่องมาเคาะรับส่งมากกว่า 20 จังหวะก่อนซาดิโอ มาเน่ หลุดเข้าไปกด 1-0 

หงส์แดงยังคอนโทรลเกม  ฟีร์มิโน่ เกือบบวกลูกสองภายใน 3-4 นาที แต่แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ล้มตัวปัดลูกยิงได้ปลายมือ 

และจากเตะมุม มาเน่ขึ้นโหม่งเหน่งๆ  แต่โดนเหลี่ยมบาง  นั่นคือช่วงนาทีทองที่ลิเวอร์พูล มีสิทธิ์เช็กบิลเกมนี้แต่ไก่โห่

โดยไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเป็นโอกาสลุ้นประตูหนสุดท้ายของเจ้าถิ่นกระทั่งหมดครึ่งแรก 

และที่สำคัญยิ่งกว่าอะไร เลสเตอร์ ดันตีเสมอไปเรียบร้อย

3. ช็อตเสียประตูของลิเวอร์พูล มีความละม้ายคล้ายกับลูกตีเสมอของนิวคาสเซิ่ล จากซาโลมอน รอนดอน ก่อนปล้นชัยชนะเหนือเรือใบสีฟ้า หนึ่งคืนก่อนหน้า 

บอลครอสจากริมเส้น (นิวคาสเซิ่ล จากโอเพ่น เพลย์ แต่เลสเตอร์ เป็นลูกฟรีคิก)  โดนสกัดออกมาหน้าเขต  ชิลเวลล์ โหม่งข้ามฝูงคนทั้่งแดงและน้ำเงินลึกไปถึงแฮร์รี่ แม็คไกวร์ หลุดล้ำหน้าแปสวน 1-1 

ลูกแบบนี้ถือว่าพลาดกันได้ เสียกันได้ แต่ที่เลี่ยงได้เช่นกันคือการเสียฟรีคิกโดยไม่จำเป็น ทีมเป็นรองส่วนมากเฝ้ารอโอกาสจากสถานการณ์แบบนี้ และจิ้งจอกไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือ 

4. โมเมนตัมถูกเหวี่ยงมายังเลสเตอร์ ที่ต่อยอดในครึ่งหลังด้วยการเล่นอย่างมั่นใจและคึกคักกว่า แผนของปูแอล คือรุมบีบด้านบน ไล่บี้มิดฟิลด์ ตามกดดันไปถึงนายประตูอย่างอลิสซอน เบ็คเคอร์ ให้ต้องรีบเตะยาวทิ้งไปข้างหน้า

เมื่อลิเวอร์พูล ผลักเกมขึ้่นมาเป็นฝ่ายบุก ฝูงจิ้งจอกจะล่าถอยลงมาคุมโซนลึกพร้อมจัดระเบียบแนวรับ 4-5-1 

เป็นแท็คติกที่คล็อปป์ แก้ไม่ตกตลอดทั้่ง 45 นาทีหลัง แม้ความพยายามส่งฟาบินโญ่ กับอดัม ลัลลานา มาเพิ่มมิติการผ่านบอล และเก็บบอล แต่ก็แทบไม่เห็นผล

5. จังหวะปัญหาที่นาบี เกอิต้า โดนริคาร์โด เปเรร่า ขัดเท้าล้มในเขตก่อนสับไกยิง สมควรเป็นจุดโทษ แต่มาร์ติน แอตกินสัน อาจเสพสื่อโซเชียลมากไปหน่อยในช่วงนี้กับเสียงวิจารณ์โม ซาลาห์ เลย “อิน” ว่าทุกการล้มของนักเตะหงส์คือละครตบตา

6. ผลเสมอในบ้านอาจน่าผิดหวัง และยิ่งน่าเสียดายที่ช่องว่างมีโอกาสขยับเป็น 7 ไม่ใช่แค่ 5 คะแนน  แต่ถ้ามีคนมาบอกก่อนโปรแกรมกลางสัปดาห์ว่าลิเวอร์พูล จะหนีแมนฯ ซิตี้ ห่างเพิ่มไปอีก….ถามว่านอกจากแฟนผีแล้ว มีใครไม่พอใจ  ??? 

7. ลิเวอร์พูล อาจเล่นต่ำกว่ามาตราฐานของตัวเอง แต่เครดิตก้อนโตต้องยกให้เลสเตอร์ ว่าวิ่งเป็นม้า วินัยดีเยี่ยม  รับแน่นแทบไม่เปิดช่อง แถมโต้กลับจนน่าบุกชนะได้ด้วยซ้ำ…เห็นลูกทีมของปูแอล เล่นได้ขนาดนี้แล้ว บอกเลยว่าสุดสัปดาห์มีลุ้นสามแต้มแน่นอน…อิอิ