เมื่อไม่มี “ซูเปอร์สตาร์”

15 February 2019
118 VIEWS

วันก่อนผมดูเทป ทรู แบงคอก ยูไนเต็ด พลาดแพ้ ฮานอย เอฟซี 0-1 ชนิดรถผ้าป่าคว่ำอดไปเตะต่อรอบถัดไปที่จีน ตกรอบคัดเลือก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแบบงง ๆ คาบ้านที่ ทรู สเตเดี้ยม

แอบคิดในใจเหมือนกัน การได้ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา และทริสตอง โด กับการพอมีเซนเตอร์ฮาล์ฟฝีเท้าดีในมือทำให้ มาโน่ โพลกิ้ง ปรับไปเล่นระบบ “หลัง 3” เพื่อหวังใช้ “จุดเด่น” ที่มี แต่ผลลัพธ์กลับเห็นได้เหมือนกันว่า ทีมยังต้องปรับตัวอีกพอควร

เฉพาะอย่างยิ่ง ฝั่งขวา ทริสตอง และมิก้า ชูนวลศรี กับปัญหาที่ว่างหลังวิงก์แบ็คเหมือนที่ทีมชาติไทยประสบในศึกเอเชียน คัพ นั่นแหละครับ

ไม่ได้บอกว่า “ผิด” นะครับ แต่ต้องปรับ เรียนรู้ และพัฒนาความเข้าใจ

ไม่ใช่เฉพาะ 2 คนนี้ แต่เป็น “มิดฟิลด์” ที่อาจต้องทำหน้าที่โคเวอร์ตอน ทริสตอง เติมสูง หาใช่เฉพาะจะพึ่งมิก้า หรือให้วิงก์แบ็คถอนตัวลงมาเท่านั้น

ยิ่งเล่น 3-5-2 ใช้ โบนิญ่า กับวันเดอร์ หลุยส์ ยืนหน้าคู่ ต่างจากระบบ 3-4-3 (ที่ 3 ตัวบนจะทำหน้าที่ซ้อนด้านหน้า ทริสตอง และพีระพัฒน์ โดยอัตโนมัติ) ประเด็นที่ว่างหลังวิงก์แบ็คจึงยิ่งต้องทำความเข้าใจกันดี ๆ

ทรู แบงคอกฯ ยังมีเวลาอีกเยอะนับจากเวลาเตรียมทีมช่วงพรีซีซั่น 3-4 เดือน

แต่นี่คือ ปัญหา “ทุกขลาภ” นิด ๆ เพราะโค้ชต้องตัดสินใจ และสรรหาระบบที่เข้ากับนักเตะที่มีให้มากที่สุด

นักเตะ “มีชื่อ” จึงใช่ว่าจะ “ตอบโจทย์” ได้เสมอไป หรือทันทีทันใดนะครับ

ประเด็นนี้ไม่ต่างอะไรกับแมตช์ ณ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พ่ายเปแอสเช คารัง 0-2 อันเป็นเกมนัดที่ 12 ของโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ที่แพ้เป็นนัดแรกในเกมนี้

หัวข้อสนทนาดัง ๆ ข้อหนึ่งกลับเป็นเรื่อง เนย์มาร์ และ/หรือ เอดิสัน คาวานี่ ไม่สามารถลงสนามได้

ระบบทีมของ โธมัส ทูเคิล 4-3-3 จึงต้องปรับ เฉพาะอย่างยิ่งแดนบนที่หันมาใช้ แดรกซ์เลอร์ เสมือนหน้าต่ำ สนับสนุนเอมบัปเป้

โดยซ้าย และขวาบนเป็น ดิ มาเรีย และแบร์นาต กับอัลเวส และเคห์เรอร์ ที่เวลารับ ดิ มาเรีย กับอัลเวส จะถอยลงมาช่วย เสมือนระบบปรับเป็น 4-4-1-1 (1 และ 1 บน คือ แดรกซ์เลอร์ รอซัพพอร์ต อีก 1 บน เอมบัปเป้)

ต่างจากตอนมี เนย์มาร์ ที่เจ้าตัวจะไม่ลงมาช่วย หรือคาวานี่ แม้ขยันกว่าก็อาจจะเน้นยืนสูงคอยค้ำมากกว่าจะลงมาช่วยล้วงลูกเป็น false 9 กับกองกลาง

แต่เวลารุกจะเหมือนกับ “เซ็ต 3” นั่นคือ ฟูลแบ็กดันสูง 2 ฝั่ง และดิ มาเรีย หุบเข้ากลางมาใกล้แดร็กซ์เลอร์ ระบบจึงปรับเป็น 3-4-2-1

“สมดุล” ทั้งรับ และรุกจึงดี หรืออาจจะดีกว่าตอนมี เนย์มาร์ ลงสนาม

จุดนี้มีการเปรียบกับเกมเดือน ก.ย.ปีก่อนที่บุกมาแพ้ลิเวอร์พูล 2-3 ชนิดน่าโดนมากกว่านั้นที่มี “ครบ” ดิ มาเรีย, คาวานี และเนย์มาร์

ทั้งนี้ผมยังไม่ขอพูดเกมเลก 2 ในปารีสกับลิเวอร์พูลนะครับ เพราะถือเป็นเกมในบ้าน ต่างจากเกมนอกบ้านที่แอนฟิลด์ และโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ฉะนั้น นอกจากต้องชมเชย ทูเคิล ที่แก้ปัญหา “หน้างาน” ได้ดี และสร้างทีมให้เล่นด้วยแท็คติกส์ รวมถึงฟอร์เมชั่นได้หลากหลายแล้ว

ผู้เล่นจ่าฝูงลีกเอิงทุกคนสมควรได้รับคำชมเชยนะครับ

…ผมเขียนเรื่องนี้เพราะ “ฟุตบอล” บางทีก็แบบนี้ครับ การไม่มีซูเปอร์สตาร์ บางครั้งสามารถกลายเป็นเรื่องดีได้หากแก้ปัญหาเป็น

หรือการมีซูเปอร์สตาร์เองบางทีอาจกลายเป็น “ทุกขลาภ” ได้ เพราะทีมโดยรวมต้องปรับตามซุปตาร์

ยิ่งมีหลายคน ยิ่งอาจปวดหัว

ฟุตบอลไม่สามารถจัดทีม 11 คนแรกด้วย “ชื่อเสียง” หรือเลือกตาม “เงินเดือน” จากมากไปน้อยได้ฉันใดก็ฉันนั้น

การไม่มี เนย์มาร์ และคาวานี จึงกลายเป็น “ผลดี” ได้เช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับบททดสอบสำคัญที่ผมได้เขียนไปแล้วว่า หากไม่มี มักซิญัล และลินการ์ด จะเล่นได้ไหม จะแก้แท็คติกส์อย่างไร ก็เช่นกัน

ทีมอื่น ๆ ก็เช่นกันนะครับ