เกมรุกหงส์ที่หายไป

26 February 2019
546 VIEWS

หลังเสมอบาเยิร์น มิวนิค แบบเทน้ำปลาหมดขวดก็ไม่หายจืด เจอร์เก้น คล็อปป์ บอกว่าโลกคงจดจำแมตช์นี้ไม่นานนัก

เกมน่าเบื่อ ไม่มีประตู โอกาสลุ้นแบบจั๋งหนับก็แทบไม่เห็น

คล็อปป์ ทำนายทายทักไว้ไม่ผิด เพราะผมลืมไปเรียบร้อยไม่ทันข้ามสัปดาห์

ตลอด 90 นาทีที่แอนฟิลด์ เจ้าถิ่นหางานให้มานูเอล นอยเออร์ ได้แค่สองหน ส่วนอลิสซอน เบ็คเคอร์ ยิ่งแล้ว ตบยุงอังกฤษเลือดสาดตายเป็นเบือ ด้วยไม่มีจังหวะเซฟสักครั้งเดียว

ข้ามมาถึงศึกแดงเดือดที่ถูกประโคมโหมโรงปี่กลองแตรวงรัวกันให้สนั่นว่าจะดุเดือดเลือดพล่าน ยิงกันตับไหลไส้ปลิ้นลิ้นทะลัก ปรากฏว่าน้ำปลาขายดีเช่นเคย หมดขวดแล้วยังจืดเป็นน้ำเปล่า

เป็นแดงเดือดที่ผมสามารถละสายตาไปก้มเล่นมือถือ โดยไม่ตกหล่นสาระใดๆ ในเกม

เพราะมันแทบไม่มีอะไรนอกจากการรับส่งบอลผิดพลาดทั้งสองฝั่ง การเล่นแบบเพลย์เซฟ ระมัดระวังตัวแจ ไม่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น

แมนฯ ยูไนเต็ด เอง ให้ความ respect ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ออกสตาร์ต วิธีการยืนของแนวรับ การกระชับพื้นที่ เหมือนก็อปปี้พิมพ์เขียวจากแมนฯ ซิตี้ และบาเยิร์น มิวนิค

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทั้งสามทีมได้ผลการแข่งขันเดียวกันตามต้องการ นั่นคือ 0-0

เรือใบของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า บุกมายันที่แอนฟิลด์ ตอนต้นซีซั่น หลังจากโดนถล่มเละเมื่อเปิดหน้าแลกในฤดูกาลก่อน

เสือใต้ ตามด้วยผีแดง ถอดแบบมาทรงเดียวกัน หัวใจสำคัญมีอยู่ว่าถ้าลิเวอร์พูล เดินเกมเร็วไม่ได้ ทุกอย่างจบ

และนอกเหนือจากสกอร์ ยังมีสิ่งที่เหมือนกันทั้งสามเกม คือหงส์แดงโดนจำกัดโอกาสยิงเหมือนงูถูกรีดพิษ

ได้ส่องเข้ากรอบแค่สองครั้งกับแมนฯ ซิตี้ และบาเยิร์น หนักกว่าคือโอกาสเพียงหนเดียวในแดงไม่เดือดจากลูกยิงสิ้นคิด 40 หลา ของแดเนียล สเตอร์ริดจ์

แพทเทิร์นเหมือนเดิมมาก มันกลายเป็นปัญหาที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังแก้ไม่ตก

ที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือฟอร์มของโม ซาลาห์ ในเกม “ใหญ่” ฤดูกาลนี้ ต้องใช้คำว่ากระดิกไม่ออก

โลกทวิตเตอร์เวลานี้มีการส่งต่อหลักฐานว่ากองหน้าอียิปต์ ยังทำประตูไม่ได้เลยในการเล่นกับสเปอร์ส, เชลซี, แมนฯ ซิตี้ (2 นัด),แมนฯ ยูไนเต็ด (2 นัด), เอฟเวอร์ตัน ไปจนถึงเกมเยือนอาร์เซน่อล

แถมหนึ่งลูกที่ยิงใส่ปืนใหญ่ในแอนฟิลด์ (ชนะ 5-1) มาจากจุดโทษ  และหลังจากทีมนำห่าง 3-1

มันต้องเชื่อมโยงกันแน่นอน หยุดซาลาห์=หยุดลิเวอร์พูล

ช่วงหลังไม่ได้แค่หยุดซาลาห์คนเดียว แต่หยุดแผงรุกทั้งหมด ไม่ว่าซาดิโอ มาเน่ หรือโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

จุดอ่อนของลิเวอร์พูล คือสไตล์ที่ต้องอาศัยความเร็วเพื่อให้เครื่องจักรทำงาน ให้บอลกันเร็ว เสียเร็ว แต่แย่งกลับมาได้เร็ว และบุกย้ำอยู่อย่างนั้น

เมื่อไหร่ที่ทำเร็วไม่ได้ โดนดึงจังหวะให้ช้า ต้องเลี้ยงเองม้วนเอง หรือได้แต่เคาะไปมาในแดนกลาง เมื่อนั้นแหละปัญหาเกิด

ในแดงเดือด มีความคิดผุดขึ้นมาวาบหนึ่งว่าถ้าเปลี่ยนจากลิเวอร์พูล เป็นแมนฯ ซิตี้ ป่านนี้ผีแดงคงโดนจับลงหม้อถ่วงน้ำไปแล้ว

ทีมระส่ำขนาดนั้น เจ็บออกเปลี่ยนเข้าเป็นว่าเล่น พื้นที่ด้านข้างฝั่งลุค ชอว์ โล่งขนาดตั้งวงเตะตะกร้อได้ บอลคอนโทรล เจาะตามช่องส่องตามรูของเรือใบ ถนัดนักแล

นั่นคือฟากที่ลิเวอร์พูล สมควรโจมตีแมนฯ ยูไนเต็ด แบบเนื้อๆ เน้นๆ ข้อแรกเพราะหมาก 4-4-2 ไดม่อนด์ ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่มีตัวริมเส้นธรรมชาตินอกจากฟูลแบ็ก

สองคือปอล ป็อกบา ยืนมิดฟิลด์ฝั่งนั้่น เมื่อเทียบกับอันเดร์ เอร์เรร่า หรืออันเดรียส เปเรร่า อีกฟาก

แต่ความคิดเยอะจนล้นของคล็อปป์ ทำให้ทีมเสียโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกมบุก  ดัวยการเอาเจมส์ มิลเนอร์ เล่นแบ็กขวา และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นมิดฟิลด์ฝั่งเดียวกัน

ทั้งคู่เป็นนักเตะที่มีความขยัน วินัยสูง วิ่งไล่ฟัดตามสไตล์อิงลิชแท้ แต่ลิเวอร์พูล ต้องการคนที่เล่น “ละเอียด” ในเกมรุกเพื่อเจาะด้านนี้

ยิ่งมาร์คัส แรชฟอร์ด กระโผลกกระเผลกทั้่งเกม แถมเจสซี่ ลินการ์ด เปลี่ยนมาเจ็บซ้ำอีกคน คล็อปป์ ควรได้กลิ่นเลือด และแสดงความกล้าได้กล้าเสีย

ผมเสียดายโควตาเปลี่ยนตัว

คนแรก สเตอร์ริดจ์ ลงแทนฟีร์มิโน่ พอเข้าใจเหตุผลว่าไม่อยากเปลี่ยนเชฟ ขยับตำแหน่งบางคนตั้งแต่ครึ่งชั่วโมง

ถึงแม้ผมเดาว่าคล็อปป์ คงแอบรู้สึกผิดว่ารู้อย่างนี้ ไม่น่าเลยก็ตาม

แต่ความที่มันเกิดขึ้นในครึ่งแรก คล็อปป์ ตัดสินใจไม่ต่างจากโซลชา ที่เข็นคนไม่เต็มร้อยอย่างลินการ์ด แทนฆวน มาต้า เพราะเล่นตำแหน่งเดียวกัน

อันนี้ถือว่ายอมรับได้

 แต่สถานการณ์หลังเห็นคู่แข่งเปลี่ยนตัวจนครบ และแรชฟอร์ด ไม่สมบูรณ์ คล็อปป์ กลับทิ้งเวลาล่วงเลยจนเหลือไม่ถึง 20 นาที

เปลี่ยนตัวคนสอง ผมก็เห็นด้วยที่ถอดเฮนโด้ แม้หลายคนมองว่าเล่นดี โดยเฉพาะการแช่แข็งป็อกบา แต่มิดฟิลด์กัปตันทีมไม่สามารถก่อกวนข่มขู่คุกคามแนวรับผี จากบทบาทบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์

มันคือจุดบอดที่เฮนโด้ ถูกแฟนบอลโจมตีมาตลอด

และติ่งบางคนก็จะคอยปกป้องว่าเขาคือตัวคุมจังหวะเกม จะให้เล่นเสี่ยงได้อย่างไร

สำหรับผม จอร์แดน เฮนเดอร์สันคือนักบอลที่ดีระดับหนึ่ง แต่ลิเวอร์พูล อยู่สูงเกินนักบอลฝีเท้าอย่างเขาไปแล้วถ้าจะหวังความสำเร็จ

แทบไม่เห็นบอลคิลเลอร์ พาสส์  (ทำได้แต่น้อยเกินไป) ไม่มีการครอสด้านข้างแบบได้เสีย ไม่มีการวิ่งเติมทะลุช่อง ไม่มีการเลี้ยงกินตัวเพื่อตีโซน ไม่มีการยิงไกลแถวสองแบบที่มิดฟิลด์ควรจะมี

แต่คนที่เล่นแทนเฮนโด้ กลับไม่ใช่ นาบี เกอิต้า

ถ้าการส่งสเตอร์ริดจ์ ลงสำรองคนแรก เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (ข้ออ้างคุ้นๆ) การโยนโควตาที่สองให้เซอร์ดาน ชาคิรี่ สมควรเป็นความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

และคล็อปป์ ยังทำพลาดแบบแฮตทริคด้วยการทิ้งดิว็อก โอริกี้ เป็นไพ่ใบสุดท้าย แถมเปลี่ยนใครออกไม่เปลี่ยน ดันถอดซาลาห์ ที่ต่อให้เล่นห่วยแตกก็เถอะ

ถามว่าคล็อปป์ผิดตรงไหน ? ผมเก่งหลังเกมหรือ ? ไม่รู้หรอกครับว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเกอิต้า ลงแทนเฮนโด้ และเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ มารุกริมเส้นแทนมิลเนอร์

บางที ลิเวอร์พูล อาจคลำหาประตูชัยในที่สุด, ฝืดเหมือนเดิม หรือบุกเพลินๆ โดนโต้จนแพ้ก็ได้

แต่อยากทราบความรู้สึกตั้งแต่เห็นสเตอร์ริดจ์ ตามด้วยชาคิรี่ และโอริกี้ ลงมาปิดท้าย

ถามจริง มีใครคาดหวังว่าทีมจะเล่นดีขึ้น มีลุ้นประตูมากกว่าเดิม

นี่คือสามคนที่ฟอร์มออกทะเลไปถึงมาดากัสการ์ สเตอร์ริดจ์ ไม่มีประตูไม่มัแอสซิสต์ตั้่งแต่ยิงเชลซี  เดือนกันยายน, โอริกี้ ยิงวูล์ฟส์ ในเอฟเอ คัพ เมื่อต้นปี                

ส่วนชาคิรี่ ก็โน่นแหละ เกมชนะนิวคาสเซิ่ล 4-0 วันบ็อกซิ่งเดย์

เกอิต้า อาจยังใส่สกอร์ไม่ได้ในชุดหงส์ แต่หลายคนชมว่าฟอร์มพักหลังเริ่มมา

และแน่นอน ความสดใหม่ของเทรนท์ ย่อมกดดันคู่แข่งได้มากกว่ามิลเนอร์ ทั้่งการโยน และวิ่งทะลุทะลวง

ไม่บ่อยนัก แต่ครั้่งนี้ ผมเห็นด้วยเต็มตีนเตี่ยกับโค้ชเตี้ย ที่วิเคราะห์หลังเกมว่าลิเวอร์พูล ทำตัวเองให้ลงมาเล่นเท่าแมนฯ ยูไนเต็ด…