อาซาร์ไป อาซาร์ (ควรจะ) มา

6 February 2019
133 VIEWS

​“ผมรู้ว่าผมจะทำอะไร ผมได้ทำการตัดสินใจแล้ว”

​คำพูดดังกล่าวมาจาก เอเดน อาซาร์ ที่พูดถึงเรื่องของอนาคตของตัวเองและกำลังเป็นกระแสข่าวในเวลานี้ เพียงแต่คำพูดดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่สตาร์วัย 28 เพิ่งพูด ในทางตรงกันข้ามมันเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีชีวิตของเขาที่ถูกบันทึกไว้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และมีการเผยแพร่ทางสถานีวิทยุ RMC ในฝรั่งเศส

​เมื่อมีการปล่อยคำพูดนี้ออกมา ก็เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้กับแฟนเชลซีทุกคนให้เตรียมตัวและเตรียมใจที่จะบอกลากับสตาร์หมายเลขหนึ่งของทีมอย่างเป็นทางการหลังจบฤดูกาลนี้ โดยที่หมายใหม่ของอาซาร์ เป็นที่รู้กันดีว่าเขาปรารถนาที่จะย้ายไปอยู่กับเรอัลมาดริด ในฤดูกาลหน้า เพื่อจะได้สวม “ชุดขาว” ที่เขา “ฝัน” ถึงมาตลอด

​ความจริงเมื่อเดือน ต.ค. อาซาร์ ก็เคยพูดถึงมาดริดว่าการย้ายไปที่เบอร์นาบิวคือ “ความฝัน” และเป็น “สโมสรที่ดีที่สุดในโลก”

​สถานการณ์ของอาซาร์ ในรั้วเดอะ บริดจ์ เองก็ดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายที่กุมความได้เปรียบ จากระยะเวลาในสัญญาที่เหลือแค่สิ้นสุดในปี2020 โดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ทำการต่อสัญญาฉบับใหม่ตามที่เชลซีต้องการแต่อย่างใด และทำให้ความได้เปรียบอยู่ที่ตัวของอาซาร์ และมาดริดที่สามารถจะบีบให้เกิดการย้ายทีมได้ไม่ยาก

​เมาริซิโอ ซาร์รี่ เองก็ดู “หลุด”​ ในเรื่องนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าในทำนองว่าอาซาร์โตแล้วจะไปไหนก็ได้

​ที่เหลือจึงอยู่ที่ค่าตัวเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับมาดริด ที่ต้องการได้นักเตะในระดับ “กลาคติกอส” คนใหม่เข้าไปช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์และสถานการณ์ภายในทีมเป็นการด่วน หลังเสีย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ไปและไม่สามารถหา “เบอร์หนึ่ง” คนใหม่ได้

​ด้านเชลซี หากอาซาร์ย้ายออกไปพวกเขาจำเป็นต้องมองหาสตาร์คนใหม่เป็นการด่วน ซึ่งมีชื่อหลายคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่สักพักใหญ่รวมถึง นาบิล เฟเคียร์ จอมทัพจากลียง ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีและมีความเป็นไปได้สูง

​แต่ในมุมของนักวิเคราะห์อย่าง มาร์ติน ลอว์เรนซ์ จากสำนักสถิติดัง WhoScored? เขาเชื่อว่าคนที่ควรจะแทนที่ อาซาร์ ได้ดีที่สุดแบบไร้รอยต่อก็คือ อาซาร์ นั่นเอง

​อย่าเพิ่งงง เขาหมายถึงธอร์เกน อาซาร์ น้องชายแท้ๆที่ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ของวงการฟุตบอลเยอรมันในเวลานี้

​ความจริง ธอร์เกน เคยอยู่กับเชลซีในช่วงระยะเวลาสั้นๆโดยเขาถูกดึงตัวมาจากทีมล็องส์ เมื่อปี 2012 คล้อยหลังจากที่ เอเดน ย้ายมาจากลีลล์ ได้ไม่กี่สัปดาห์ โดยในช่วงเวลานั้นเขาเป็นเพียงดาวรุ่งที่ไม่ได้มีแววว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์เหมือนพี่ชายเลยด้วยซ้ำ

​เป็นที่รู้กันว่าธอร์เกน ได้ย้ายตามพี่มาเพื่อให้พี่สามารถปรับตัวใช้ชีวิตในลอนดอนได้ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

​แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าสนใจ เพราะธอร์เกน สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าเขาเองก็เป็นเพลย์เมคเกอร์ที่เก่งกาจเหมือนกัน นับจากการถูกส่งตัวไปให้ซุลต์ วาเรเกม ในเบลเยี่ยมยืมตัวใช้งาน 2 ฤดูกาล จากนั้นเขาถูกส่งไปให้ “สิงห์หนุ่ม” โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัคใช้งานอีก 1 ฤดูกาล

​และชีวิตในทีมกลัดบัคนี่เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนเมื่อดาวรุ่งอย่างเขาเปล่งประกายความสามารถบางอย่างออกมาให้เห็น โดยแม้จะได้โอกาสลงตัวจริงแค่ 7 นัดจาก 28 นัดที่เขาได้ลงสนาม เขากลับทำได้ถึง7 แอสซิสต์ (ทุก 1 แอสซิสต์ในระยะเวลา 129 นาที) 

​ผลงานนี้ดีพอที่จะทำให้กลัดบัค ตัดสินใจยอมควักเงิน 7.2 ล้านปอนด์เพื่อซื้อตัวมาอย่างถาวร ซึ่งสำหรับเชลซี ที่ซื้อเขามาแค่ 450,000 ปอนด์ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธการลงทุนที่ได้ผลกำไร 1,500% 

​แต่บางทีกลัดบัคอาจเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลังแล้วดังที่สุด เพราะในทุกฤดูกาลที่ผ่านไปกับกลัดบัค ธอร์เกน เล่นดีขึ้นเรื่อยๆ และก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นคนหนึง่ของบุนเดสลีกา

​หากจะนับผลงานในฤดูกาลนี้ ธอร์เกน ลงสนามไป 19 นัด ทำไป 9 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ และ key passes 2.7 ครั้งต่อเกม แทบไม่ได้เป็นรอง เอเดน พี่ชายที่ลงสนาม 21 นัด (สำรอง 3) ทำไป 12 ประตู 10 แอสซิสต์ และ 3 key passes ในเกม

​ด้วยรูปร่างและลีลาอาจจะไม่เหมือนกับเอเดนนัก แต่ธอร์เกน ก็ถือเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่เก่งกาจ มีความสง่า และมีความสามารถสูง เป็นที่รักของแฟนฟุตบอลได้ไม่ยาก ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะมีหลายต่อหลายทีมที่ให้ความสนใจจะดึงตัวเขาไปร่วมทีม

​ดังนั้นหากเชลซีจะต้องเสียเอเดน อาซาร์ไปจริง

​ธอร์เกน อาซาร์ ก็อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีมากๆสำหรับพวกเขาที่จะทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น