อดามา ตราโอเร 2.0: ฝันร้ายของกองหลัง

อดามา ตราโอเร
4 January 2020
258 VIEWS

เหมือนภาพเก่าตามมาหลอกหลอนแฟนบอลซิติเซนส์อีกครั้งเมื่อ อดามา ตราโอเร จับบอลก่อนควบขึ้นหน้าแล้วตะบันจากนอกกรอบเขตโทษเสียบไกลตุงตาข่ายของทีมเรือใบสีฟ้าอย่างสุดมันโดยที่เคลาดิโอ บราโว หมดสิทธิ์จะพุ่งได้ทัน

และอีกครั้งกับการพุ่งชาร์จเบนจามิน เมนดี แบ็กซ้ายผู้โชคร้ายของแมนเชสเตอร์ ซิตี ก่อนที่จะฉกเอาบอลมาแล้วไหลให้ ราอูล ฮิมิเนซ Tap-in ตีเสมอให้วูล์ฟส เป็น 2-2 ได้สำเร็จ ก่อนที่สุดท้าย แมตต์ โดเฮอร์ตี จะโชว์สเต็ปลากตัดในแล้วยิงเสียบเสาไกลอย่างสวยงามให้ “หมาป่า” สร้างตำนานสมัยใหม่แห่งโมลินิวซ์ได้สำเร็จ

ความโหดของอดามา ตราโอเร ที่เป็นตัวแสบของซิตี มาตั้งแต่ในเกมแรกที่เอติฮัด เมื่อโชว์ความเร็วด้วยการใช้เวลาแค่ 6 วินาทีในการวิ่ง “โดยไม่ได้สปรินต์” ระยะทาง 30 หลาเพื่อเติมมารับบอลที่ไหลมาจากฮิมิเนซ ก่อนจะยิงผ่านเอแดร์สันเข้าไป ทำให้เขากลายเป็นสตาร์ที่ถูกจับตามองทันทีในเวลานี้

รูปการฉลองหลังจบเกมของเขากลายเป็นภาพระดับ Iconic ของเกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เพราะมันแสดงให้เห็นถึงมัดกล้ามที่ใหญ่โตจนชวนให้คิดว่านี่คือนักฟุตบอล หรือเป็นนักอเมริกันฟุตบอล, นักรักบี้ ไปจนถึงนักมวยปล้ำ WWE กันแน่?

อย่างไรก็ดีกว่าจะมาเป็น Traore 2.0 ได้ เด็กหนุ่มที่ตัดสินใจเลือกรับใช้ทีมชาติมาลี (ซึ่งก็มีนักเตะชื่อ อดามา ตราโอเร อยู่แล้ว 2 คน!) ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก

หากย้อนกลับไปดูภาพในวันที่เขาย้ายจากลา มาเซีย สู่แอสตัน วิลลา จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ชัดเจน

แต่สำหรับเรื่องในสนามแล้วเขาต้องต่อสู้มาอย่างหนักกับการเป็นผู้เล่นที่ถูกมองว่ามีแต่พละกำลัง ไม่มีสมอง ไม่มีทักษะ ไม่มีเซนส์ของการเล่นฟุตบอล

ชื่อของตราโอเร เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงฟุตบอลอังกฤษในช่วงฤดูกาล 2016-17 เมื่อเขาเล่นให้กับ “สิงห์แดง”​มิดเดิลสโบรห์ ความเร็วที่จัดจ้านและพละกำลังกายที่แข็งแกร่งเหลือเชื่อทำให้เขาโดดเด่น แต่ตราโอเร ขาดเรื่องของการเล่นจังหวะสุดท้ายอย่างรุนแรง บอลจากเท้าของเขาไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความแม่นยำ และการเล่นหลายๆครั้งก็ดูไม่ฉลาดนัก

จากนั้นเมื่อมาอยู่กับวูล์ฟส เขายังประสบปัญหาเหมือนเดิม end product ของเขาแย่มาก

แต่สิ่งที่หลายคนเริ่มสังเกตได้คือในฤดูกาล 2019-20 นี้ “อดามา” มีพัฒนาการในการเล่นสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะกับบทบาทใหม่ที่ นูโน เอสปิริโต ซานโต กำหนดไว้ให้เขากับบท deep-lying wing-back ที่ดึงขีดความสามารถของเขาออกมาได้จนถึงขีดสุด

ความเร็วของเขาฉีกแนวรับได้อย่างสบายๆ ให้อารมณ์เดียวกับการใช้ ทิยานี บาบันกิดา หรือโอบาเฟมี มาร์ตินส์ ในเกม “วินนิ่ง” สมัยก่อน ขณะที่การเปิดบอลของเขาก็ดีขึ้นด้วย

และที่ดีที่สุดคือการจบสกอร์ที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยหลังจากที่ยิงผ่านเอแดร์สัน ในเกมที่เอติฮัด เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นประตูแรกกับวูล์ฟส ในรอบ 13 เดือนหรือ 45 นัด เขาก็ยิงประตูที่สองได้ต่อจากนั้นไม่นาน

ล่าสุดกับประตูตีไข่แตกที่เป็นการจุดประกายความหวังในเกมที่โมลินิวซ์ คือประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เช่นกันกับลูกที่จ่ายให้ฮิมิเนซ ยิงตีเสมอก็เป็นการทำแอสซิสต์ลูกที่ 4 ในฤดูกาลนี้ จากการลงสนามทั้งหมด 18 นัด

นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการเล่นเกมรับที่ดีขึ้น เชื่อมโยงการเล่นได้ดีขึ้นมาก วิ่งหาช่องได้ชาญฉลาดมากขึ้น และสิ่งที่ดีที่สุดคือเขาเป็นคนที่สามารถจุดประกายให้กับทีมได้ผ่านการเล่นที่ร้อนแรงเหมือนเทพอสูร 

อดามา ตราโอเร คือฝันร้ายของกองหลังคู่ต่อสู้อย่างแท้จริง

“วิงแบ็กเป็นเรื่องใม่สำหรับผม ผมเองก็พยายามอย่างหนักร่วมกับทีม นูโน และโค้ชทุกคนในเชิงของแท็คติก เพราะผมเล่นมาหลายตำแหน่งแล้ว แต่ตัวผมเองเป็นคนที่จะทุ่มเทเต็มร้อยในการเล่นไม่ว่าจะตำแหน่งไหน ผมเติบโตและพัฒนาได้ มีเรื่องใหม่ๆที่ผมได้ทำในตอนนี้และมันทำให้ผมกลายเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น”

“หลายคนได้เห็นผมเปลี่ยนแปลงไปนั่นเพราะผมได้พยายามทำในสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อน”

“แท็คติกของนูโน แตกต่างจากสิ่งที่ผมเคยเล่นในทีมมิดเดิลสโบรห์ หลายอย่างเปลี่ยนไป มันเกี่ยวกับการพยายามทำให้ผมรักษาคุณภาพในการเล่นให้ได้ การเลี้ยงบอล ความเร็วของผม และการช่วยทีมแบบเต็มร้อย”

“จะทำได้แบบนั้นต้องรู้ว่าทีมเล่นแบบไหน หน้าที่ของเพื่อนที่อยู่รอบตัวเป็นอย่างไรใครทำอะไรบ้าง พื้นที่ว่างของกองกลางหรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เราจะต้องพยายามปรับตาม ถ้าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟออกจากตำแหน่งเราก็ต้องพยายามมาอุดรูทั่ว แต่ถ้าคู่แข่งจะครอสบอลเราก็ต้องพยายามระวังหลังให้เขา ดูว่าเมื่อไหร่จะกระโดด เมื่อไหร่จะอยู่กับที่ เมื่อไหร่จะเพรส และต้องเข้าใจกับจังหวะในการวิ่ง เช่น จะวิ่งด้วยความเร็วขนาดไหน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเรียนรู้”

“ผมรู้ว่าผมเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ผมเปิดบอลได้ ผมสร้างสถานการณ์ได้ แต่ผมจำเป็นจะต้องแอสซิสต์และยิงประตูให้ได้ด้วย ซึ่งผมถือว่ผามทำได้ดีในตอนนี้”

“มันคือการเรียนรู้ในการอยู่ให้ถูกที่ เหล่ากองหน้าที่เก่งที่สุดของโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, หลุยส์ ซัวเรซ, โรแบร์โต เฟียร์มิโน พวกเขาเหล่านี้ยิงประตูได้มากมายเพราะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและเวลาที่เหมาะสม และแน่นอนว่าเป็นเรื่องฝีเท้าของพวกเขาด้วย”

“สำหรับผมมันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหล่านั้น”

อย่างไรก็ดีตราโอเร ยืนยันว่านอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้การมีส่วนร่วมกับเพื่อนก็สำคัญ เขาต้องรู้ว่ากองหน้าจะขยับอย่างไร เพื่อส่งเสริมกันและกัน และนั่นทำให้เราได้เห็นการเล่นที่เข้าขากันอย่างมากระหว่างเขาและฮิมิเนซ

เรียกว่าต้องยกความดีความชอบให้แก่ นูโน ที่ช่วยพลิกชีวิตของดาวที่เกือบร่วงจนกลายเป็นดาวโรจน์ได้เลย

ว่าแต่ใครคือไอดอลของไอดอลลูกหนังคนใหม่คนนี้?

คำตอบนั้นน่าเหลือเชื่อมาก เพราะไอดอลของตราโอเรคือ ซาดิโอ มาเน กับเวอร์จิล ฟาน ไดค์! แห่งทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

“คนที่ผมติดตามดูตลอดคือ มาเน เพราะเขาลงมาช่วยเกมรับมาก เขาสามารถจะเล่นวิงแบ็กได้เลยเพราะเขาทุ่มเทให้ทีมในเรื่องเกมรับ อีกคนที่ผมดูคือ ฟาน ไดค์ เพราะเขาเก่งมากในสถานการณ์ตัวต่อตัว การยืนตำแหน่ง การรักษาระยะห่าง และการเล่นสอดประสานกับเพื่อน”

แน่นอนว่าเขาจะเป็นหนึ่งในตัวเอกของเกมที่แอนฟิลด์ ซึ่งจะเป็นอีกนัดที่วูล์ฟส จะได้เจอกับทีมระดับท็อปของลีกหลังจัดการแมนเชสเตอร์ ซิตีไปแล้ว

เขาจะเล่นได้เด่นกว่ามาเน และฉีกฟาน ไดค์ จนกระจุยหรือไม่ก็ต้องติดตามกัน

แต่ที่น่าสนใจคือในสิ่งที่เราได้เห็นกับการใช้ความเร็วกระชากแนวรับจนฉีกกระจุยนั้น อดามา ตราโอเร ยังไม่ได้ใช้ความเร็วเต็มสปีดของตัวเองเลยด้วยซ้ำ เพราะโค้ชของเขาอย่าง ดาร์เรน แคมป์เบลล์ นักวิ่งระดับเหรียญทองโอลิมปิก เป็นคนที่มาให้คำแนะนำเรื่องการวิ่งโดยเฉพาะ 

“เขาบอกให้ผมไม่ต้องวิ่งเต็มร้อย” ตราโอเรบอก

“บางทีผมวิ่งแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว แล้วให้ผมเก็บแรงที่เหลือเอาไว้ในการคอนโทรลลูกบอล”

“บางทีอาจจะเหมือนผมวิ่งเต็มสปีด แต่ผมรู้ว่าผมยังวิ่งได้เร็วกว่านั้นอีก มันทำให้ผมมีเวลามากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะเล่นอย่างไร”

และความลับต่อมาที่ตราโอเร อยากจะบอกคือรูปร่างที่เห็นนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรกับมันเป็นพิเศษเลย

“ทุกคนประหลาดใจมากเมื่อผมบอกว่าผมไม่เคยพยายามทำน้ำหนักเลย เพราะถ้าผมทำจริง ตัวผมใหญ่กว่านี้แน่”

“ผมพยายามที่จะลดการสร้างกล้ามในช่วงบนเพราะผมไม่ต้องการจะตัวใหญ่กว่านี้ ตอนที่ผมอายุ 16 หรือ 17 ผมก็แข็งแกร่งมากแล้ว แต่ผมมีปัญหาตลอดที่หัวเข่าและกระดูกหัวหน่าวเพราะผมวิ่งเต็มสปีด”

“ในการรับมือกับความเร็วเต็มสปีดของผม และการเปลี่ยนทิศทางทำให้เข่าของผมเจ็บเพราะกล้ามเนื้อของผมยังไม่แข็งแกร่งพอ ผมเลยเริ่มสร้างร่างกายเพื่อให้แข็งแรงและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

แค่นี้ก็น่ากลัวแล้วพ่อคุ๊ณ…