หงส์ไปทำอะไรกันที่ดูไบ ???

5 February 2019
835 VIEWS

ภายในสัปดาห์เดียว ลิเวอร์พูล พลิกจากโอกาสฉีกหนีแมนฯ ซิตี้ ห่างเป็น 7 คะแนน กลับมีสิทธิ์จะโดนเขี่ยหล่นจ่าฝุง ถ้าเรือใบสีฟ้าบุกชนะเอฟเวอร์ตัน ในคืนวันพุธ (6 ก.พ.) 

ผลงานบุกเสมอเวสต์แฮม 1-1 เป็นหนึ่งในไม่กี่เกมฤดูกาลนี้ที่ผมไม่สามารถกล้ำกลืนฝืนทนดูได้จนจบ เพราะไม่อยากก่อ “วจีทุจริต” ในคืนเพิ่งผ่านพ้นวันพระ 

ขอมาระบายตรงนี้ละกัน….

1. การเตรียมทีมมีปัญหา มิดฟิลด์อย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับจินี่ ไวนัลดุม เจ็บแพ็กคู่ ขณะที่เจมส์ มิลเนอร์ ต้องถูกใช้ในบทบาทแบ็กขวาจำเป็น

เท่ากับเหลือฟาบินโญ่ คนเดียวที่เล่นมาต่อเนื่อง และสำคัญกว่านั้นคืออยู่ในฟอร์มมาตราฐาน

แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับทำสิ่งที่เรียกว่า “งงในงง” ด้วยการหันมาติดตั้งระบบ 4-3-3  หลังไม่เคยใช้งานตั้่งแต่โดนแมนฯ ซิตี้ เปิดซิงความพ่ายแพ้ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม

ในแง่หนึ่ง ถามว่าแปลกใจมั้่ย ก็ไม่ คล็อปป์ มักก้าวข้ามหมากนี้ไม่พ้นเวลาเล่นเกมเยือน และต้องการขันแดนกลางให้แน่น

แต่บ่อยครั้่ง ผลลัพธ์ไม่เวิร์กอย่างใจคิด แพ้นอกบ้านทั้งสามแมตช์ในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้่ยนส์ ลีก รวมถึงนัดแพ้เรือใบหมาดๆ โดยที่แดนกลางเป็นรองคู่แข่งชัดเจน

3-4 นัดที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ออกสตาร์ต 4-2-3-1 แม้เกมดูกระท่อนกระแท่นบ้าง แต่ยังบุกชนะไบรท์ตัน 1-0 ชนะพาเลซ 4-3 ก่อนได้แค่เสมอเลสเตอร์ 1-1 

นั่นคืองงแรก

งงซ้อนงง คือสถานการณ์บาดเจ็บ แถมเสียมิดฟิลด์ไปเล่นตำแหน่งอื่นอีกคน เท่ากับทีมเหลือตัวเลือกน้อยนิดในแดนกลาง

แต่คล็อปป์ ยังยัดแผนที่ต้องสรรหามิดฟิลด์พร้อมกัน 3 คน แปลว่านักเตะที่ไม่อยู่ในฟอร์มหนึ่ง กับคนที่นานๆ โผล่อีกหนึ่ง ถูกเข็นให้ลงตัวจริง

อดัม ลัลลานา ไม่เคยมีชื่อใน 11 คนแรกของทีมมาตั้่งแต่ตุลาคม ส่วนนาบี เกอิต้า ยังจูนคลื่นหาฟอร์มเก่งไม่เจอ 

กลายเป็นฟาบินโญ่ ที่รับบท “เดอะ แบก” ในเกมนี้

2. ผมไม่คุ้นการยืนหน้าต่ำ หรือกลางรุกของโรเบิร์ต สนอดกราสส์ เท่ากับความทรงจำว่าหมอคือปีก

แต่มานูเอล เปเยกรินี่ ก็งัดแท็คติกเดียวกับโคล้ด ปูแอล ที่หุบตัวริมเส้นของเลสเตอร์ อย่างมาร์ค อัลไบรท์ตัน มาเล่นด้านใน อาศัยความเร็วและคล่องตัว ไล่บี้บีบการออกบอลขึ้นเกมจากหลังสู่กลางของลิเวอร์พูล 

ในเวลาเดียวกัน จังหวะที่เวสต์แฮม เปิดเกมสวนกลับ ความเร็วของสี่ตัวรุกอย่างชิชาริโต้, เฟลิเป้ แอนเดอร์สัน, สนอดกราสส์ และอันโตนิโอ ซ้ำเติมปัญหาในแนวรับหงส์ ทั้งขาดตัวหลัก และแดนกลางที่เล่นเหมือนคนแปลกหน้า

3.การป้องกันเซตพีซ เคยเป็นจุดแข็งในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก แต่สามนัดหลัง เสียประตูจากเตะมุมให้พาเลซ, ฟรีคิกด้านข้างของเลสเตอร์ และพลาดท่ากับลูกสูตรเบๆ ของเวสต์แฮม 

แผน “ไฮ ไลน์ ดีเฟนซ์” ป้องกันฟรีคิกตรงกลาง มีจุดให้ต้องระวังคือตัวสอดแนวดิ่งหลุดกับดักล้ำหน้า (โดนเดแคลน ไรซ์ โหม่งเกือบเข้า) กับตัววิ่งฉีกมาด้านข้างอย่างในเคสนี้ อันโตนิโอ สปีดออกจากกลุ่มโดยไม่มีใครประกบ 

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน  ขาตายไม่วิ่งตาม ส่วนเกอิต้า ถูกมาร์ค โนเบิ้ล ใช้ความเก๋าบล็อกทาง หมดสิทธิ์กวดทัน

เปเยกรินี่ ทำการบ้านมาดี ไม่เฉพาะจังหวะนี้ แต่ฟรีคิกเกือบทุกลูก เล่นงานจนน่าได้มากกว่าหนึ่งสกอร์ 

ย้อนไปดูที่มาของฟรีคิกได้ประตู ขออนุญาตใช้คำแรงว่า “โง่ในโง่”  เกอิต้า จ่ายคืนหลังเสียง่ายๆ ดอกแรก ยังรอดตัว แต่คล้อยหลังไม่กี่วินาที ฟีร์มิโน่ แปะสั้นๆ เสียอีก (แถมเสียแมร่งทั้่งเกม-สบถในใจ) ทำให้ฟาบินโญ่ เข้าฟาวล์โดยไม่จำเป็น 

มากไปกว่านั้่น ลิเวอร์พูล ยังเสียฟรีคิกพร่ำเพรื่อ เหมือนอยากลองดี แต่เดชะบุญที่ไม่แพ้

4. หลายคนในทีมเวลานี้ ฟอร์มต่ำกว่ามาตราฐานของตัวเอง  ไม่เว้นกระทั่งแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หรือการบัญชาเกมของเวร์จิล ฟาน ไดค์ ก็ดูจะลดบทบาทลงไป

ไม่ต้องพูดถึงฟีร์มิโน่ ที่เล่นได้ชวนหงุดหงิดงุ่นง่านคันง่ามเท้า ส่วนโม ซาลาห์ นี่อยู่ในสนามด้วยหรือ ???

มิลเนอร์ ตามสภาพกับตำแหน่งแบ็กขวาที่ไม่ถนัด สปีดต่ำ เติมไม่สุด ทำให้สงสัยว่าคล็อปป์ จะรีบปล่อยเนธาเนียล ไคลน์ ให้บอร์นมัธ ยืมตัวไปทำไมในฤดูกาลที่มีลุ้นแชมป์ขนาดนี้ 

อิมแพ็กต์จากข้างสนามของเซอร์ดาน ชาคิรี่ ไม่ปังไม่เปรี้ยงเหมือนต้นซีซั่น ครั้่นได้ออกสตาร์ตตัวจริงก็เงียบกว่ามดเยี่ยวรดสังกะสี 

5. รวมๆ ที่อยากถามเจอร์เก้น คล็อปป์ ปิดท้าย….”พวกมรึงไปทำอะไรกันที่ดูไบ ???”