‘วินิเชียส’ อัศวินกลาคติกอสคนใหม่ของ ‘ราชัน’

จากความพ่ายแพ้ถึง 1-5 ต่อบาร์เซโลน่า ในเกม “เอล กลาสิโก” เมื่อเดือนตุลาคม มาจนถึงการปราชัยในซานติอาโก เบอร์นาบิว ด้วยสกอร์ขาด 0-3 ในเกมโคปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศของทีม “ราชันชุดขาว” เต็มไปด้วยความมาคุ

เหล่ามาดริดิสต้า ไม่เคยสบอารมณ์กับความพ่ายแพ้ต่อคู่ปรับตลอดกาลของพวกเขาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เลวกว่านั้นคือการที่ต้องทนเห็นทีมตกเป็นเบี้ยล่างของคู่แค้นจากคาตาลัน โดยที่แทบมองไม่เห็นความหวังใดๆว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นทีมที่ดีกว่าได้ในเร็ววัน

การจากลาของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้พวกเขารู้ว่าที่ผ่านมา CR7 แบกทีมเอาไว้มากขนาดไหน เพราะไม่ว่าจะเป็น แกเร็ธ​ เบล คนที่ถูกคาดหมายมากที่สุดว่าจะขึ้นมาแทนที่ได้แต่ก็ทำไม่ได้ หรือคาริม เบนเซม่า คนที่บอกว่าปัจจุบันตัวเองเป็น Leader แทนที่ของอดีตสตาร์ชาวโปรตุเกส หรือใครต่อใครในทีมก็ไม่มีสักคนที่จะรับผิดชอบทีมไหว

แต่ในเกมคืนวันพุธที่ผ่านมา พวกเขาเจอ “ประกายแสง” เล็กๆที่น่าจับตามอง

กับตัวรุกร่างเล็กแต่มีความกล้าหาญอย่างเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกับทักษะและพรสวรรค์ของเขา – วินิเชียส จูเนียร์

นิวเนย์มาร์จากฟลาเมงโก้

ในช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ความกังวลจากการจากไปของโรนัลโด้ ทำให้แฟนมาดริดต่างต้องการที่จะได้เห็นกองหน้าระดับโลกเข้ามาเพื่อทดแทนให้ได้ และนั่นทำให้พวกเขาอาจไม่ได้สนใจกับการเก็บข้าวของย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการของ วินิเชียส จูเนียร์มากนัก

ทั้งๆที่ความจริงแล้วเด็กคนนี้ถูกจับตามองในฐานะความหวังใหม่ของชาวบราซิล

บ้างตั้งสมญาเขาว่าเป็น “นิว เนย์มาร์” เลยทีเดียว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเส้นทางของ วินิเชียส นั้นมีความใกล้เคียงกับ เนย์มาร์ อย่างมาก โดยในรายของสตาร์หมายเลขหนึ่งของบราซิลคนปัจจุบันเขาได้โอกาสลงประเดิมสนามให้กับซานโต้สตั้งแต่อายุ 17 ปี และกลายเป็นดาวเด่นที่ถูกทุกสโมสรใหญ่ในยุโรปหมายปองก่อนที่สุดท้าย บาร์เซโลน่า จะได้รับชัยชนะและคว้าตัวเขามาร่วมทีมได้ในอีก 4 ปีต่อมาหลังการแจ้งเกิด

เรอัล มาดริด เป็นหนึ่งในทีมที่พ่ายแพ้วันนั้น และมันทำให้พวกเขาไม่ต้องการจะผิดพลาดซ้ำอีก ดังนั้นเมื่อมีการค้นพบดาวเด่นคนใหม่ที่มีคุณสมบัติหลายอย่างละม้ายคล้ายคลึงเนย์มาร์ พวกเขาจึงรีบดำเนินการทุกอย่างเพื่อคว้าตัวมาร่วมทีมให้ได้ ไม่ให้พลาดเหมือนรายของเนย์มาร์อีก

การติดต่อเริ่มตั้งแต่ พ.ค. 2017 โดยเวลานั้น วินิเชียส อายุแค่ 16 ปีเท่านั้นและเพิ่งจะได้โอกาสลงเล่นกับฟลาเมงโก้ แค่ไม่กี่นัด เพียงแต่อารามหน้ามืดทำให้ “โลส บลังโกส” ตัดสินใจที่จะทุ่มข้อเสนอเพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีมทันที ซึ่งสำหรับ ฟลาเมงโก้ พวกเขารู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะขัดขวาง

แต่อย่างน้อยพวกเขามีความได้เปรียบจากการที่กฏของฟีฟ่า ห้ามไม่ให้นักฟุตบอลอายุต่ำกว่า 18 ปีย้ายไปต่างแดน ทำให้ทั้งสองสโมสรตกลงกันว่าจะให้ วินิเชียส สะสมประสบการณ์ขัดเกลาตัวเองที่บราซิลต่อไปจนถึงปี 2019 วันนั้นเขาจะอายุครบ 19 ปี และน่าจะพร้อมมากขึ้น

เพียงแต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน เพราะผลงานของเขาในลีกบราซิลร้อนแรงเกินห้ามใจ เรอัล มาดริด ทนไม่ไหวตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทีมเต็มตัวเร็วกว่าที่คิด การย้ายทีมเกิดขึ้นในเดือน ก.ค. ที่แล้ว แค่เพียงสัปดาห์เดียวหลังเขาอายุครบ 18 ปี ด้วยค่าตัว 38 ล้านปอนด์

แต่การย้ายทีมที่รวดเร็วครั้งนี้เกือบเป็นหายนะในชีวิตของไอ้หนูเสียแล้ว

โหลดองและชีวิตที่สองที่มาอย่างรวดเร็ว

ความเป็นเด็กที่ไร้ประสบการณ์ทำให้ ฮูเลน โลเปเตกี ตัดสินใจจะส่งเขาไปชุบตัวในทีมเรอัล มาดริด บี สโมสรที่อยู่ในระดับดิวิชั่น 3 ของสเปน เพื่อให้เก่งและแกร่งพอสำหรับทีมชุดใหญ่

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเฉพาะในหมู่แฟนบอลที่ผิดหวังจากการที่ไม่ได้เห็นสโมสรซื้อใครอย่างจริงจังเข้ามาทดแทนการขาดหายของโรนัลโด้ ซึ่งทำให้พวกเขาเองก็แอบหวังจะได้เห็นวินิเชียส ลงสนามบ้าง

ที่ทำได้ก็เพียงตามข่าวของทีม บี ซึ่งต่อให้ วินิเชียส ทำได้ดีขนาดไหนก็ไม่ได้รับความสนใจจากโลเปเตกี ที่ดูเหมือนจะปักธงว่า “ไม่เชื่อ” ในความสามารถของเด็กคนนี้ไปแล้ว

อย่างไรก็ดีชีวิตมันมักจะมีจุดพลิกผันเสมอ เมื่อเรอัล มาดริด โดนบาร์ซ่าถล่มเละเทะในเกมที่คัมป์ นู เกมที่ วินิเชียส ไม่มีชื่อแม้แต่ตัวสำรอง หลังจบเกมนั้นโลเปเตกี ถูกตะเพิดพ้นทีมทันที โดยสโมสรหันไปหา ซานติอาโก โซลารี่ โค้ชทีมบีเข้ามาคุมทีมแทน

การที่โค้ชทีม บี ได้ขึ้นชั้นมาเป็นโค้ชชุดใหญ่ กลายเป็นทางสว่างของวินิเชียส ไปด้วยเพราะ โซลารี่ เชื่อมั่นในตัวเขาจากการได้ร่วมงานกันแม้จะเป็นระยะเวลาไม่กี่เดือน และทำให้เจ้าหนูจากบราซิลได้โอกาสในทีมชุดใหญ่ทันทีตั้งแต่เกมแรกของนายใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์

ในเกมกับ เรอัล บายาโดลิด เมื่อเหลือ 20 นาที วินิเชียส ถูกส่งลงสนาม จากสถานการณ์อึดอัดที่ยังเสมอกัน 0-0 เขามีส่วนช่วยทำให้ทีมได้ประตูแม้ว่ามีดวงผสมเกินค่อนก็ตามเมื่อลูกเตะเบี้ยวๆของเขาไปแฉลบขาผู้รักษาประตูเข้าไป

มันเป็นประตูแรกของเขาที่ไม่ได้มาพร้อมแค่ดวง

แต่มาพร้อมความเชื่อมั่นของเด็กคนหนึ่งที่จะไม่มีวันมองย้อนกลับหลังอีก

จอมเลื้อยที่ใจกว้างเป็นแม่น้ำ

ย้อนกลับไปในเกมโคปา เดล เรย์ ซึ่งเป็นการออกสตาร์ทตัวจริง 14 จาก 15 นัดหลังสุดของวินิเชียส ในวันนั้นถึงเรอัล จะแพ้ยับแต่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ การเล่นอย่างกล้าหาญและความพยายามในการสร้างสรรค์เกมของเขาสร้างปัญหาให้กับ เนลสัน เซเมโด้ แบ็กขวาบาร์ซ่าอย่างยิ่ง

ในวันนั้น วินิเชียส มีโอกาสยิงถึง 6 ครั้ง มากกว่าคนอื่นๆถึง 4 ครั้ง แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นประตู

ความอ่อนด้อยในเรื่องของการจบสกอร์นี่เองที่เป็นจุดบอดของเจ้าหนูวัย 18 ปี ที่ถึงจะมีลีลาการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหน การลากเลื้อยที่ลื่นไหล การเปลี่ยนทิศทางที่ไหลลื่น การรักษาสมดุลของร่างกาย การระเบิดพลังความเร็วในชั่วพริบตา และความสามารถในการคอนโทรลบอลเอาไว้ได้แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด แต่การขาดการยิงประตู มันทำให้เขายังดีได้ไม่สุด

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ วินิเชียส ดูเป็นนักเตะที่ไม่มีจิตวิญญาณของนักฆ่าในตัวเหมือนเนย์มาร์ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ลีลาที่อ่อนช้อยเหนือชั้น แต่เจ้าชายลูกหนังเมืองแซมบ้ายังมีจมูกของนักล่าที่พร้อมจะทำประตูได้ทุกเมื่อ

ขณะที่รุ่นน้องของเขากลับดูเป็นนักเตะสายใจบุญ ที่ชอบเผื่อแผ่โอกาสให้แก่คนอื่น และมีสไตล์การเล่นที่เรียกได้ว่าไม่มีความเห็นแก่ตัวอยู่เลยแม้สักนิด

อย่างไรก็ดีอย่าลืมว่านี่คือนักเตะที่อายุแค่เพียง 18 ปี และเพิ่งจะมีโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของ เรอัล มาดริด ได้เพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น

สิ่งที่เขาทำได้ในสนาม โดยเฉพาะการเล่นที่กล้าหาญนั้นก็ดีเกินพอแล้วสำหรับทีมที่ขาดสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจนในฤดูกาลที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับการที่เวลานี้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของ เรอัล มาดริด ทั้งๆที่เพิ่งจะย้ายมาและเพิ่งจะได้โอกาสแค่ไม่กี่เกมโดยก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเขายังเล่นอยู่ในทีมบี อยู่เลยนั้นก็เป็นความสำเร็จที่น่าเหลือเชื่อแล้ว

เด็กคนนี้ยังไปได้อีกไกล เท่าที่ใจเขาหวัง

ความหวังใหม่ที่มาก่อนเวลา

ข้อเท็จจริงอีกด้านที่น่าเจ็บปวดสำหรับ เรอัล มาดริด คือการที่พวกเขาต้องพึ่งเด็กอย่าง วินิเชียส ที่จนถึงเวลานี้เพิ่งจะลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับพวกเขารวมถึงฟลาเมงโก้ ได้ไม่ถึง 50 นัดดี

มันสะท้อนให้เห็นว่าทีมมีปัญหาแค่ไหนที่ต้องไปโยนทุกอย่างให้เด็กแบบนี้

แต่สำหรับ มาดริด พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะถึงจะรู้ว่า วินิเชียส กระดูกยังอ่อนนัก หัวใจของเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งพอเมื่ออยู่หน้าปากประตู แต่พวกเขาต้องการการเล่นที่กล้าหาญและสร้างสรรค์ของเจ้าหนูวัย 18 คนนี้มากกว่าใครในเวลานี้

อาจจะมากกว่า มาร์โก อเซนซิโอ, อิสโก้, ลูคัส วาซเกวซ หรือแม้แต่ เบล ด้วยซ้ำไป

เกมเอล กลาสิโก้ คืนนี้จึงน่าจะเป็นโอกาสอีกครั้งของ วินิเชียส ที่เขาจะได้แก้ตัว หลังจากที่พยายามทำอะไรมากมายในเกมที่เบอร์นาบิวแต่ไม่เกิดผลอะไรเลย โอกาส 6 ครั้งในเกมของเขาไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ ตรงข้ามกับ หลุยส์ ซัวเรซ ที่มีโอกาสแค่ 2 ครั้ง แต่เป็น 2 ประตูของบาร์ซ่า

as พาดหัวหลังวันนั้นว่า Vinicius Juega, Suarez Mata

“วินิเชียสลงไปเล่น ซัวเรซลงไปฆ่า”

คืนนี้หากมีอะไรเป็นใจบ้างบางทีเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงพาดหัวของหนังสือพิมพ์ได้

แต่ขั้นต่ำที่สุด อย่างน้อยเขาคือความหวังใหม่ของทีม เป็นอัศวินกลาคติกอสสายเลือดใหม่ที่น่าจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าในเวลาอีกไม่นานเราอาจจะคลาดสายตาจากเขาไม่ได้เลย