ฤาอังกฤษแค่ “ม้ามืด” จริง ๆ

14 June 2018
58 VIEWS

 

ผมเชื่อว่า “ฟุตบอลโลก 2018” ครั้งนี้จะมีไม่ถึง 5 ทีมจาก 32 ทีมที่ใช้ระบบการเล่น “หลัง 3” (เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คน) และเหลือเชื่อว่า 1 ในนั้นจะเป็นทีมชาติ “อังกฤษ”

แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือวัยหนุ่ม 47 ปี กับลูกทีมวัยคะนองที่มีเพียง 3 จาก 23 คนอายุเกิน 30 ปีเท่านั้น (แอชลีย์ ยัง, แกรี่ เคฮิลล์ และเจมี วาร์ดี้) ดู “มั่นใจ” ในระบบการเล่นนี้

เฉพาะอย่างยิ่งหลังจบ “โปรแกรม” อุ่นเกือก “ปรี-เวิลด์คัพ” ด้วยชัยชนะงดงามเหนือ ไนจีเรีย (2-1) และคอสตาริกา (2-0) ได้สร้างความเชื่อมั่นในแคมป์เก็บตัวก่อนประเดิมเกมแรกกับตูนีเซีย, ปานามา และเบลเยียม เริ่ม 19 จบ 29 มิ.ย.ตามลำดับ

โดยจากเกม 2 นัดล่าสุดที่มีเปอร์เซนต์ “ครองบอล” สูงเฉลี่ย 61.5% และได้เห็นความ “ลงตัว” ในระบบ 3-5-2 และตัวผู้เล่นที่น่าจะเป็น 11 คนแรกรับศึกที่รัสเซีย

เซาธ์เกต และทัพสิงโตคำราม ดูเหมือนจะ “พร้อม” ทันเวลาพอดีเป๊ะ ๆ สำหรับมหกรรมลูกหนังอันดับหนึ่งที่ชาวโลกรอคอย
ท่ามกลางการบริหารความ “คาดหวัง” ได้ดีทีเดียวใน “นิยาม” ที่อดีตกุนซือทีมชาติยู-21 เองยอมรับว่า อังกฤษชุดนี้ เป็นเพียง “dark horse” หรือ “ม้ามืด”

คำถาม คือ “สถานะ” ของทีมชาติอังกฤษชุดบอลโลก 2018 คืออะไรกันแน่?
คำตอบ ผมเชื่อว่า ต้องมองผ่าน “ระบบ” การเล่น และ “คาแร็กเตอร์” ผู้เล่นที่ร่วมศึกเวิลด์คัพ รัสเซีย ในครั้งนี้ว่ามี “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” อย่างไร?

จุดแข็ง

1.ระบบ 3-5-2 จะทำให้เกมแดนกลางมีตัวผู้เล่น “เหนือกว่า” คู่แข่งขันอย่างน้อย 1 คน (ตามทฤษฎี – มี 5 คน ขณะที่ระบบหลัง 4 จะมี 3 หรือ 4 คน) และจะเป็นระบบที่มีจุดเด่นในเกมรุกริมเส้นอันเสริมจุดแข็งของผู้เล่นในทีมชุดนี้
แดนนี่ โรส, แอชลีย์ ยัง, เคียรัน ทริปเปียร์, ไคล์ วอล์คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไม่นับรวมตัวบนที่เล่นด้านข้างได้ดีอย่าง เจสซี ลินการ์ด, ราฮีม สเตอร์ลิง, แดนนี่ เวลเบ็ค, มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือกระทั่ง เจมี่ วาร์ดี้

ทั้งหมดเล่น “ตัวรุก” ริมเส้นได้ดีทุกคน

ระบบนี้จึงน่าจะ “เกื้อหนุน” และเหมาะสมหลังเซาธ์เกตเริ่มเห็นปัญหา และทนไม่ไหวจาก “หลัง 4” ในเกมเสมอสกอตแลนด์ 2-2 กลางทางรอบคัดเลือกเดือน มิ.ย.2017

ณ ช่วงนั้นเริ่มมีการทดลองใช้ “หลัง 3” ในเกมอุ่นเครื่องบ้างแล้วกับเยอรมัน และฝรั่งเศสที่แพ้ 0-1 และ 2-3 แต่ก็ทำได้ดี โดยที่ยังไม่เคยได้ใช้ในแมตช์จริงจังเป็นทางการ

กระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายแคมเปญคัดเลือกบอลโลก 2 นัดกับ สโลเวเนีย (ปรับใช้ท้ายเกม) และลิธัวเนีย (เข้ารอบแล้ว – เล่นเต็มเกม) การเล่น “หลัง 3” จึงเริ่มพิสูจน์ว่า ดีที่สุดกับทีมชุดนี้

เพราะหลังจากนั้นในเกมกระชับมิตรอีก 6 นัดถัดมากับ เยอรมัน (0-0), บราซิล (0-0), เนเธอร์แลนด์ (ชนะ 1-0), อิตาลี (เสมอ 1-1), ไนจีเรีย (ชนะ 2-1) และคอสตาริกา (ชนะ 2-0)

เซาธ์เกต เล่นระบบกองหลัง 3 คนมาโดยตลอด และด้วยผลงานที่ดีขึ้น ๆ ทันเวลาพอดี แบบที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น

2.นอกจาก “แดนกลาง” แน่นปึ้กแล้ว หากหา “สมดุล” ในไลน์หลัง 3 คนเจอ ทีมก็จะลงตัวอีกระดับหนึ่งในเกมรับ
ตอนนี้ แฮร์รี แม็คไกวร์ ดูแข็งแกร่งทางฝั่งซ้าย (แกรี่ เคฮิลล์ ก็ทำได้ดี เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เล่นให้เชลซี) ขณะที่ จอน สโตนส์ เด่นในเรื่องครองบอล เปิดบอล ด้วยทักษะยอดเยี่ยมเป็นตัวตรงกลาง

ด้านขวา หวยมาออกที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ในคาแร็กเตอร์ที่เหมือน ซีซาร์ อัซปิลิกูเอต้า ของเชลซี ที่เติมดี รุกดี รวดเร็ว แถมยังเล่นกับสโตนส์อยู่แล้วในทีมซิตี้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เหตุผลที่ตัดตัวดังอย่าง คริส สมอลลิ่ง มีจริง และ แม็คไกว์ร-สโตนส์-วอล์คเกอร์ ดูเหมือนจะจบกับระบบนี้

3.ส่วนริมเส้นที่คงต้องเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของมิดฟิลด์ แดนนี่ โรส กลับมาทันเวลาพอดีทางด้านซ้าย และฟอร์มขี่อาจารย์ยัง ส่วนฝั่งขวาดูไม่ต่างกันระหว่าง ทริปเปียร์ หรือเทรนท์

จะต่างแค่ เทรนท์ มาทีหลังเท่านั้น

ตัวรับกลาง หลังจากได้เล่นร่วมกันในแมตช์ ไนจีเรีย ระหว่าง เอริค ดายเออร์ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน

สุดท้ายดูไม่กลมกล่อมลงตัว และน่าจะเป็น ฟาเบียน เดลฟ์ (เท้าซ้าย) ที่ทะลุทะลวงดี และเร็วกว่า กับเดลี่ อัลลี ยืนซ้าย/ขวา สูงกว่าตำแหน่งของเฮนโด้ หรือดายเออร์ ที่กัปตันหงส์แดงดูขี่นิด ๆ

คู่หน้าไม่มีปัญหา กัปตันทีม แฮร์รี เคน ยืนประจำการ และเกจิเลือก ราฮีม สเตอร์ลิง เป็นกองหน้าอีกคน เพราะสไตล์สามารถขยับไปยืนริมเส้น และอาจปรับเป็น 3-4-3 ได้

จุดอ่อน

1.หากทุกอย่างเป็นตามหน้ากระดาษ และทฤษฎี อะไร ๆ ก็คงเป็นตาม “จุดแข็ง” 3 ข้อข้างต้น ทว่าระบบ “หลัง 3” มีความยากโดยธรรมชาติมากกว่า “หลัง 4” ที่เล่นง่ายกว่า และหาคาแร็กเตอร์นักเตะมาใส่ให้ลงตัวได้ง่ายกว่า

ฉะนั้น หากนักเตะผิดพลาดแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ยืนตำแหน่งผิด การโคเวอร์แก้ไขของเพื่อนร่วมทีมจะทำได้ยากกว่า

2.ระบบนี้ ควรเน้นบุก และครองบอล เพื่อให้วิงก์แบ็ค หรือมิดฟิลด์ริมเส้นได้ทำหน้าที่ในแดนบน หาใช่ลงมารับเป็น “หลัง 5” ทว่ามันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหากเจอทีมใหญ่แล้วจำเป็นต้องเล่นรับ
แต่นั่นก็จะทำให้ยามรุก การสนับสนุนอาจไปไม่ทัน ด้วยเหตุผลในเรื่อง “จำนวน” ผู้เล่นแดนกลาง และหน้าจะมีน้อยนั่นเอง

ฉะนั้น หากจะเล่นให้ได้สมบูรณ์ ระบบนี้ต้องดันสูง ไลน์แนวรับอยู่เกือบครึ่งสนาม และแดนกลาง “ตัวกลาง” ต้องว่องไวให้เหมือนกับ เอนโกโล่ กองเต้ หรือครบเครื่องเหมือน คาเซมิโร่

เฮนโด้ หรือดายเออร์ จะทำได้ไหม? เฉพาะอย่างยิ่งตอนเจอทีมใหญ่ นักเตะเบอร์ต้น ๆ ที่แก้ปัญหา “หน้างาน” ได้ดี
3.สุดท้าย คือ หากเจอทีมเล่นระบบ 4-3-3 ที่ค้ำหน้าสูง 3 ตัว หรือทีมที่เคาเตอร์แอทแทคเก่ง ๆ พื้นที่บริเวณหลังวิงก์แบ็คจะถือเป็น “จุดอ่อน” สำคัญของระบบนี้ที่เซนเตอร์ฮาล์ฟ กับมิดฟิลด์ “ตัวกลาง” ต้องสื่อสาร ประสานงานการโคเวอร์ทดแทนกันให้ดี

อังกฤษในรอบคัดเลือกไม่ได้เจอคู่แข่งที่เก่งมาก เพราะมีแค่ สโลวะเกีย ดีที่สุด
ส่วนอุ่นเครื่องแม้จะเจอหมด บราซิล, เยอรมัน, อิตาลี, ดัตช์ ทว่าก็ชนะได้แค่ทีมกังหันสีส้มทีมเดียว นอกนั้นเสมอทั้งหมด
ซึ่งหากเป็นของจริง (รอบน็อคเอ๊าท์) ก็ต้องยิงจุดโทษที่อาจจะเป็นปัญหาของทีมได้ แม้ในเกมจะไม่แพ้ก็ตามที

สรุป

ผลการแข่งขัน แม้จะสำคัญ ทว่าเหมือนจะยอมรับได้ในระดับหนึ่งกับทีมชาติผู้ดีชุดนี้ว่า ยังไม่พร้อม แต่แอบ “มีของ” ซ่อนอยู่โดยเฉพาะ ความไม่เข้าใครออกใครของ “ระบบการเล่น” เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คนอันเป็นความกล้าที่อาจเกิดเพราะสมัยเป็นนักเตะเซาธ์เกตเคยเล่นระบบนี้ให้ เกลน ฮอดเดิ้ล ในทีมชาติมาก่อน!?

แต่จะด้วยเหตุนั้น หรือเพราะคาแร็กเตอร์ทีมนี้เหมาะสมโดยเฉพาะตัวริมเส้นที่ทั้งเร็ว แข็งแกร่ง และฟิตเปรี๊ยะให้เลือกหลายคน ระบบ 3-5-2 จึง “ลงตัว” สอบผ่านทันเวลาพอดิบพอดี

“คู่ควร” กับการถูกจับตามองเป็น “ม้ามืด” ที่เป้าหมาย คือ รอบ 8 ทีมสุดท้ายแล้วค่อยไปพึ่ง “ปาฎิหาริย์” ต่อไป..