ราชันย์ผู้อยากคืนบัลลังก์

26 January 2019
139 VIEWS

ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้วเมื่อได้ 4 ทีมสุดท้ายผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย

บางทีมมาได้ตามนัด ในขณะที่บางทีมก็มาไม่ได้ตามนัด…

หนึ่งในทีมที่มาได้ตามนัด และกำลังน่าจับตาสุดๆ ก็คือ “อิหร่าน”

เจ้าของฉายา “ทีมเมลลี” มาสู้ศึกเอเชี่ยนคัพหนนี้เสมือนในฐานะของ “ราชันย์ผู้อยากคืนบัลลังก์” 

เนื่องจากพวกเขาเป็น “ทีมแรก” ที่สามารถคว้าแชมป์เอเชี่ยนคัพได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน (1968 , 1972 และ 1976) ทว่านั่นก็คือครั้งสุดท้ายที่  ”ทีมเมลลี” ได้สัมผัสกับบัลลังก์เจ้าเอเชีย โดยในช่วงหลังพวกเขามักจะทำผลงานได้ไม่ถึงฝั่งฝัน ซึ่งครั้งสุดท้ายที่สามารถทะยานผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในเอเชี่ยนคัพได้ก็ต้องย้อนไปถึงปี 2004

นั่นจึงทำให้ “เป้าหมาย” ในเอเชี่ยนคัพหนนี้ของอิหร่าน เป็นอื่นใดไม่ได้เลยนอกจากตำแหน่งแชมป์ที่พวกเขาไม่ได้สัมผัสมันมาอย่างเนิ่นนาน

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่อง่ายเลยที่ “ทีมเมลลี” จะทำได้ดังหวัง…

เนื่องจาก แม้ยอดทีมจากดินแดนเปอร์เซียจะมีอันดับฟีฟ่า แรงค์กิ้ง อยู่ในอันดับที่ 29 และเป็นหมายเลข 1 ของทวีปเอเชีย รวมทั้งผลงานที่ยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปต่อกรกับทีมระดับโลกได้อย่างสูสี แม้จะต้องตกรอบแรกแต่ก็ทำได้ดีถึงขนาดเสมอ โปรตุเกส 1 – 1 และเล่นเอายักษ์ใหญ่อย่างสเปนเกือบย่ำแย่ รวมถึงสามารถรังสรรค์ผลงานในเกมอุ่นเครื่องได้ดีอย่างต่อเนื่องช่วงที่ผ่านมานั้น แต่บรรดาคู่ต่อกรในเอเชี่ยนคัพหนนี้ต่างก็มีฝีมือในระดับที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

แต่กระนั้น ราชันย์ผู้อยากคืนสู่บัลลังก์ ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนท์นี้กระทั่งผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้อีกครั้งในรอบ 14 ปี

ปัจจัยที่ทำให้ “ทีมเมลลี” กลับมายืนอยู่ในพื้นที่รอบรองชนะเลิศอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นความต่อเนื่องในการทำทีมที่กุนซืออย่าง คาร์ลอส เครอซ ได้โอกาสคุมทีมมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2011 ผ่านศึกใหญ่มาหลายทัวร์นาเมนท์ทำให้รู้จักนักเตะอิหร่านเป็นอย่างดีจนสามารถเลือกผู้เล่นที่เหมาะสม และสามารถค้นหาแผนการเล่นที่ลงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม

สังเกตได้ว่าในเอเชี่ยนคัพหนนี้ “ทีมเมลลี” มีสมดุลที่ดีมากๆทั้งเกมรุกและเกมรับ ในขณะที่เกมรุกสามารถทำประตูถล่มคู่แข่งได้อย่างมากมาย ทีมรับก็แข็งแกร่ง และยังไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือการได้ ซาดาร์ อัซมูน ดาวยิงคนสำคัญกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง

หลังจบศึกฟุตบอลโลก 2018 ดาวยิงวัย 24 ปี จากสโมสร รูบิน คาซาน ตัดสินใจหันหลังให้กับทีมชาติ เนื่องจากโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ จากแฟนบอลที่โจมตีฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวในศึกฟุตบอลโลกลามไปถึงแม่ของเขา ทำให้ อัซมูน ตัดสินใจเลิกเล่นเพื่อความสุขของครอบครัวตัวเอง

ทว่าด้วยความพยายามของเครอซ และ มาห์ซูด โชเจยี่ กัปตันทีมอิหร่านคนปัจจุบัน ทำให้ อัซมูน เปลี่ยนความคิดและกลับมามีความสุขยามลงเล่นให้กับบ้านเกิดอีกครั้ง

โดยดาวเตะวัย 24 ปี ตอบมันด้วยผลงานบนพื้นหญ้าในเอเชี่ยนคัพ 2019 ซึ่งกระหน่ำไปแล้ว 4 ประตู

ณ ตอนนี้หากเปรียบเป็นการเดินขึ้นบันไดก็เหลืออีกเพียง 2 ก้าวเท่านั้น ความหวังของราชันผู้อยากคืนสู่บัลลังก์ก็จะเป็นจริงแล้ว

แต่ท้ายที่สุดยอดทีมจากเปอร์เซียจะทำได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามไปพร้อมกันครับ