ยาชูกำลัง

28 February 2019
1,363 VIEWS

​ความอึดอัดจาก 2 นัดที่อัดอั้นในการพบกับ บาเยิร์น มิวนิค และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เกิดคำถามถึงลิเวอร์พูล ของเยอร์เก้นคล็อปป์ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมที่เคยเล่นได้อย่างเร่าร้อน กล้าหาญ และน่าตื่นตาตื่นใจทีมนั้น

​อาจจะมีเดอะ ค็อป ที่มองในแง่ว่าแม้จะไม่ได้แต่ก็ไม่ได้เสียอะไรไม่มีเสียหายมีแค่คำว่าเสียดายใน 2 นัดดังกล่าว แต่หากในสายตาของนักวิเคราะห์วิจารณ์ลูกหนังแล้วสิ่งที่ได้เห็น โดยเฉพาะในเกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ด นั้นเป็นสัญญาณอันตรายที่น่ากังวล

​มันจะไม่เป็นอะไรเลยหากพวกเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทางของการลุ้นแชมป์ และมันจะไม่เป็นอะไรเลยหากการลุ้นแชมป์นั้นไม่ต้องแข่งกับแชมป์เก่าที่เก่งและแกร่งที่สุดอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งความผิดพลาดใดๆมากบ้างน้อยบ้างก็ล้วนเป็นความเสียหายทั้งนั้น

​ก็เพราะผลเสมอกับเลสเตอร์ เวสต์แฮม และยูไนเต็ด ใช่ไหมที่ทำให้ระยะห่างจาก 7 เหลือเพียงแค่ 1?

​อย่างไรก็ดี ก่อนที่ความมืดจะปกคลุมไปหมด ในเกมกับวัตฟอร์ดที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา คล็อปป์และทีมของเขาได้แสดงให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้งว่าจากนี้ไปจนถึงวันสุดท้าย พวกเขาพร้อมจะสู้ยิบตา

​แม้จะรู้ใจตัวเองว่าเป็นเดอะ ค็อป หากแต่ไม่ใช่ทุกวันที่ผมจะรู้สึกได้ว่าพวกเขาเร่าร้อนขนาดนี้

​และแม้จะได้เห็นได้ยินบรรยากาศที่น่าขนลุกในช่วงก่อนการลงสนามที่แอนฟิลด์มาตลอดการเชียร์ร่วม 20 ปี แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมจะรู้สึกว่าบรรยากาศก่อนเกมจะ “งดงาม” และ “ทรงพลัง” เหมือนในเกมกับวัตฟอร์ด เมื่อคืนนี้

​บทเพลง You’ll Never Walk Alone ถูกขับขานออกมาอย่างกินใจเป็นการยืนยันต่อนักเตะ 11 คนที่ลงสนามและคนที่อยู่บนม้านั่งสำรองว่าเหล่าเดอะ ค็อป พร้อมจะให้หยิบยืม “กำลัง” หากรู้สึกเหนื่อยล้าจากการกรำศึกหนักตลอดชั่วระยะเวลาที่ผ่านมา

​เราจะไม่ทิ้งกัน – พวกเขาตั้งใจจะบอกเช่นนั้น

​มากบ้างน้อยบ้าง ผมเชื่อว่าบรรยากาศในแอนฟิลด์ทำให้การออกสตาร์ทของลิเวอร์พูลเต็มไปด้วยความเร่าร้อน จังหวะการเล่นจะติดขัดบ้างตามประสาทีมที่ขาดความมั่นใจในช่วงที่ผ่านมาแต่สัมผัสได้ว่าพวกเขาต้องการจะเอาชนะ หรืออย่างน้อยก็ขอให้เล่นชนะใจทั้งกองเชียร์และตัวเอง

​โดยเฉพาะหลังวันที่น่าผิดหวังที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่พวกเขาดูขาดพลังและความกระหายบางอย่างที่จะเป็นผู้ชนะในวันนั้น มาถึงวันนี้ทุกคนอยากแก้ตัว

​คนแรกที่ทำได้และเป็นการเปิดประตูให้เพื่อนทุกคนได้พ้นจากความกดดันคือ ซาดิโอ มาเน่ ที่ถูกปรับบทบาทไปยืนศูนย์หน้าตัวเป้าแทน บ็อบบี้ เฟียร์มิโน่ โดย โม ซาล่าห์ ยังยืนประจำการที่ปีกขวา ขณะที่ตำแหน่งของมาเน่ถูกแทนที่โดย ดิวอค โอริกิ ที่ได้โอกาสลงตัวจริงเป็นเกมที่ 2

​ประตูเบิกร่องของ มาเน่ มาจากการขยับหาตำแหน่งที่ฉลาด ซึ่งเป็นจุดเด่นของเขา โดยย่องเงียบเข้าพื้นที่ระหว่างคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และต้องชม เทรนต์ อาร์โนลด์ – อีกคนที่ต้องการแก้ตัวหลังบาดเจ็บและฟอร์มดร็อปลงไปบ้าง – ครอสบอลเข้ามาที่จุดนัดพบพอดี

​ก่อนที่คู่นี้จะประสานงานอีกครั้งในประตูที่ 2 จากการครอสเข้ามาเหมือนเดิม คราวนี้ มาเน่ จับบอลไม่ถึงกับดีนักแต่ยังฉลาดพอที่จะเล่นลูกไม่คาดคิดอย่างการตอกส้น กลายเป็นประตูที่เหนือชั้นและสวยงาม

​โดนไป 2 ลูก ทีมที่กำลังฟอร์มดีอย่างวัตฟอร์ด ก็ตั้งหลักไม่ถูกขณะที่ลิเวอร์พูล ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ

​จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ฟอร์มของนักเตะ 3-4 คนที่การเล่นของพวกเขามีความหมายต่อทีมโดยรวม

​การเปิดบอลที่แม่นยำและการเติมเกมของ เทรนต์ อาร์โนลด์ ช่วยทำให้เกมรุกริมเส้นที่เคยบอดสนิทและไร้ประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมากลับมามีสีสันที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง

​ขณะที่ โม ซาล่าห์ ดูดุดันยิ่งกว่าในเกมกับบอร์นมัธ ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีประตูและมีหลายจังหวะโดยเฉพาะครึ่งหลังที่ดู “ดื้อ” เพราะตั้งใจจะเอาชนะคู่แข่งมากเกินไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเล่นอย่าง “กล้าหาญ” ของ ซาล่าห์ ช่วยลิเวอร์พูลได้มาก

​ในทางตรงคือทำให้แนวรับของ วัตฟอร์ด ปั่นป่วนและมีความผวาลึกๆในใจ เพราะซาล่าห์ ใส่ไม่ยั้ง พร้อมที่จะ take-on หรือดวลกับทุกคนตลอดเวลา โดยไม่สนว่าจะเสียบอลหรือไม่ เพราะถึงจะเสียบอลก็จะรีบตามไปไล่บอลกลับมาทันทีเพื่อเอามาดวลใหม่

​ในทางอ้อมการสร้างความพะวงให้แนวรับวัตฟอร์ด เป็นการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมเล่นได้สะดวกขึ้นตามไปด้วย

​อีกคนที่ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องคือ ฟาบินโญ่ ซึ่งถูกเลือกลงสนามก่อนหน้ากัปตัน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกว่าน่าจะเป็นเกมที่ดีที่สุดของมิดฟิลด์ชาวบราซิลในสีเสื้อลิเวอร์พูล และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ ต้องการจะเห็นจากเขา

​การอ่านเกม การเลือกจังหวะเข้าสกัดบอลของเขาเฉียบขาดนอกจากนี้ยังเข้าใจระบบมากขึ้น ช่วยไล่บอลในจังหวะสำคัญหลายจังหวะ โดยเฉพาะจังหวะที่กวดตามมาดักบอลจากเท้าของ เกราร์ดเดวโลเฟว เรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง และยิ่งทำให้ทีมฮึกเหิม

​เจมส์ มิลเนอร์ ที่ได้กลับมายืนที่กลางสนาม ก็ทำให้ส่วนผสมในแดนกลางระหว่างเขากับ ฟาบินโญ่ และจินี่ ไวจ์นาลดุม กลมกล่อม ด้วยความฉลาดในการเล่น การออกบอล การเก็บบอล ไปจนถึงการหาพื้นที่เข้าจู่โจม ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูล มีหนทางไปต่อเสมอ (ซึ่งเมื่อเขาถูกเปลี่ยนตัวออกไป ความไหลลื่นก็ลดลงตามไปด้วย)

​ที่ยกตัวอย่างมานี้ ใช่ว่านักเตะลิเวอร์พูลคนอื่นจะทำได้ไม่ดี ในทางตรงกันข้ามทุกคนทำได้ดีหมด แม้แต่โอริกิ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าเขามีประโยชน์และความสามารถเฉพาะตัวของเขาพร้อมจะเป็น “อาวุธลับ” ที่คู่แข่งคาดไม่ถึง จับทางได้ยาก

​ผมเชื่อว่าก่อนเกมไม่มีใครคิดว่าสกอร์จะจบลงที่ 5-0 แบบนี้

​บางทีอาจจะมีคนคิดว่า วัตฟอร์ด ที่ฟอร์มดีจริงๆโดยเฉพาะแนวรุกอย่าง เดวโลเฟว และทรอย ดีนีย์ อาจจะบุกมาแบ่งแต้มจากแอนฟิลด์ได้

​สำหรับลิเวอร์พูล สกอร์ที่ขาดลอยเป็นเรื่องที่ดีต่อหัวใจ แต่ตัวเลขบนสกอร์บอร์ดนั้นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ได้เห็นในสนาม กับการเล่นที่ร้อนแรง ความตั้งใจ และสายตาของนักสู้

​คล็อปป์ เองก็พอใจกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะนี่ก็เป็นฟุตบอลในแบบที่เขาอยากเห็นเหมือนกัน

​แต่เขาก็รู้ว่าถึงอยากจะเห็นแบบนี้ทุกนัด ก็ไม่ใช่ทุกนัดที่จะทำได้แบบนี้

​อย่างน้อยที่สุดมันจะเป็นยาชูกำลังให้ทีม ในอีก 10 นัดที่เหลือก่อนของฤดูกาล

​ใช่ครับ – อีก 10 นัดเท่านั้น และทุกอย่างยังอยู่ในมือพวกเขา โดยไม่จำเป็นต้องสนใจโคตรทีมอย่างซิตี้ ให้เหนื่อยใจเลย