ฟุตบอลปัจจุบันกับความท้าทายใหม่

ความท้าทายของโลกฟุตบอลปัจจุบัน คือเรื่องโลกไร้พรมแดนนี่แหละครับ ลองคิดดูว่า ปัจจุบันทีมระดับชั้นนำของยุโรป แต่ละทีม มีนักเตะแตกต่างกันสักกี่สัญชาติ และ พูดแตกต่างกันกี่ภาษา

บางทีผู้จัดการทีมก็พูดคนละภาษากับนักเตะ และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถ สื่อสารภาษาใหม่ๆได้ตลอด นึกย้อนกลับไปสมัย ตราปัตโตนี่ ย้ายจากยูเวนตุส ไปคุม บาเยิร์น ตามคำเชิญของ มัทเธอุส ในยุค 90แม้ว่าลุงจะพยายามแล้ว แต่ การเรียนภาษาเยอรมันในวัยเกือบๆจะ หกสิบปี ไม่ใช่เรื่องง่าย และ โดนสื่อเยอรมันเอาไปเล่นตลกอยู่บ่อย

แม้ว่าในยุคนี้ ผู้จัดการรุ่นใหม่ๆจะมีความสามารถในการเรียนภาษามากขึ้นและตระหนักในการใช้ ภาษามากขึ้น (เพราะฟุตบอล ไม่ใช่แค่ ภาษากาย หากแต่จำเป็นต้องใช้ ภาษาใจ ที่ การสื่อสารด้วยภาษาใบ้ มันคงไม่ถึงใจกัน) ดูอย่างเป๊ป ที่เพียรเรียนภาษาเยอรมัน ตอนไปบาเยิร์น (ทั้งๆที่เยอรมัน ห่างจากภาษาสเปนอย่างชนิดมหาศาล) หรือการที่ อูไน เอเมอรี่ ต้องเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อพร้อมสำหรับอาร์เซนอล แต่ยังไงเสีย การพูดกันคนละภาษาแบบตะกุกตะกัก มันก็ เป็นเรื่องไม่ง่ายอยู่ดี

บางสโมสรอย่างเช่น แชมป์อังกฤษหมาดๆอย่าง แมนเชสเตอร์ซิตี้ จะใช้วิธี ใช้ ภาษาของคนกลุ่มใหญ่ คือ “ภาษาสเปน” เป็นภาษากลางของทีม (แแม้แต่ สตาฟฟ์โค้ช และ พนักงานบริษัทในแผนกต่างๆที่เป้นชาวอังกฤษก้จะต้องเรียนภาษาสเปน) แต่ กระนั้น ก็ถือว่า ท้าทายอยู่ดี สำหรับทุกๆคน

มาเข้าบรรยากาศบอลโลกกันบ้าง

ฟุตบอลระดับชาติ ต่างกันไปเพราะว่า คนทุกคนในทีม มาจาก ชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน (ในแต่ละทีมอาจจะมีคนพูดภาษาถิ่นบ้าง เช่นประเทศที่ มี พื้นที่ที่ดำรงเอกลักษณ์ตนเองไว้แน่นหนามากๆ หรือพวกที่เปลี่ยนสัญชาติมาบ้าง) แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็คือ “ชาติเดียวกัน” “ภาษาเดียวกัน” ดังนั้นฟุตบอลโลก จึงมีมิติ เรื่องของ “ชาติพันธ์”ที่เข้มข้นเอามากๆ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ ฟุตบอลระดับชาติแบบนี้คือ พวกเขา อาจจะชาติเดียวกัน แต่พวกเขา มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมากๆ ยิ่ง ประเทศที่มีนักเตะ ค้าแข้งอยู่ ห่างไกลบ้านตัวเอง (เช่น พวกอเมริกใต้) จะมีปัญหามากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดี ด้วยความเป็น “ชาติเดียวกัน” ผนึกกำลังได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขก็ตาม นั่นแหละทำให้ฟุตบอลโลก มีเสน่ห์ในแบบของมันเสมอ