“ฝุ่น” ย้อนเข้าตา

17 February 2019
263 VIEWS

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมเชื่อว่า “มีส่วน” ทำให้สถานการณ์ เชลซี ยุค เมาริซิโอ ซาร์รี เป็นเฉกเช่นปัจจุบันที่ตัวกุนซืออิตาเลียนมีอนาคตแขวนบน “เส้นด้าย” ก็คือ การตัดขาดจาก แกรี่ เคฮิลล์

เรียกได้ว่า ตั้งแต่เปิดฤดูกาล ณ จุดไทม์ไลน์ ส.ค.2018 กระแสเสียงก็แว่วมาแล้วว่า เคฮิลล์ อาจย้ายก่อนตลาดนักเตะรอบแรกจะปิดสิ้นเดือนสิงหาคม

สถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตอน ม.ค.ที่ผ่านมากับนักเตะที่สัญญากำลังหมดตอนจบฤดูกาลนี้ที่ได้เล่นครั้งสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายนโน่นเลย

พีคสุดของความ “สัมพันธ์” ระหว่าง ซาร์รี และเคฮิลล์ กับวิกฤติในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ตอนนี้ก็คือ เคฮิลล์ ไม่ได้มีชื่อเดินทางไปสวีเดนไปเตะยูโรป้า ลีก กับมัลโม หลังเกมที่เพิ่งแพ้ยับ 0-6 ให้แมนฯซิตี้

จะว่าไปอาจ “ไม่แปลก” เพราะเคฮิลล์ ก็คงไม่ได้เล่นอยู่แล้ว เพราะในพรีเมียร์ลีกก็ไม่ได้ลงทั้งตัวจริง และสำรอง หรือไม่มีชื่อเลย ได้แค่นั่งบนอัฒจรรย์ก็คงไม่ผิดปกติสำหรับฤดูกาลนี้

เพียงแต่ว่า การ “ไม่แตะ” ใด ๆ กับเคฮิลล์เลยในฐานะ “กัปตันทีม” หลังสถานการณ์แย่ที่สุดของทีมก็เพียงแค่ “ตอกย้ำ” สิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ว่า กัปตันทีม (ตัวจริง) รายนี้ไม่ได้อยู่ในใจ หรือสาระบบของ ซาร์รี ตั้งแต่เริ่มต้นพรีซีซั่นที่กุนซืออิตาเลียนใช้คำว่า “มันยากกว่าสำหรับผู้เล่นแนวรับจะปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของเขา หากเทียบกับผู้เล่นแนวรุก และเขา (เคฮิลล์) ต้องเทรนนิ่งอีกเยอะกับทีม”

กระโดดข้ามมาจากคำพูดนั้นหลัง 20 วันตอนพรีซีซั่นมาถึงเวลานี้ก่อนเกมเอฟเอ คัพ ในฐานะแชมป์เก่า (กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) และเคฮิลล์ คือ กัปตันทีมผู้ถือถ้วยโทรฟีเมื่อปีที่ผ่านมา

แน่นอน สถานการณ์ส่วนตัวของเคฮิลล์ ไม่ได้ดีขึ้น หากไม่แย่ลง

เช่นกัน เชลซีกำลัง “แย่ลง” ในช่วงวิกฤติขีดสุด และหวังถ้วยเอฟเอ คัพ เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเหมือนปีก่อนที่ล้มเหลวในพรีเมียร์ลีกหลังเพิ่งได้แชมป์แท้ ๆ แต่คอนเต้ก็ประคับประคองนาวาได้ดีพอควรจนได้ถ้วยเก่าแก่ที่สุดในโลกติดมือทิ้งทวน

ดังนั้นชื่อของ เคฮิลล์ จึงกลับมาอีกครั้งก่อนเกมรับมือปิศาจแดง คู่ชิงฯปีก่อนที่เชลซี ชนะ 1-0

สิ่งที่ “เพิ่มเติม” เข้ามาคือ “ข้อมูล” ที่ทำให้ทราบว่า ซาร์รีเลือกตัดขาดกัปตันทีมตัวจริงชนิด “ขาดวิ่น”

แตกต่างจากยุค โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ให้ความสำคัญกับนักซีเนียร์ อาทิ ดร็อกบา, แลมพาร์ด, เทอร์รี หรือคอนเต้ ที่ให้เครดิตกับเทอร์รี หรือเคฮิลล์ เองก็ตาม

คนเหล่านี้ คือ “ผู้นำ” และแม้จะเห็นชัดเจนว่า ประสิทธิภาพด้อยลง หรืออาจไม่เข้าระบบ

แต่ “บทบาท” ยังจำเป็นต้องมี เช่น เคฮิลล์ กับความสำคัญในห้องแต่งตัว หรือต้องหาโอกาสให้ลงเล่นมากที่สุดในนัดสำคัญน้อยหน่อย หรือบอลถ้วย หรือบางจังหวะในสนาม

หรือพูดคุยหารือถึงวัฒนธรรมทีม หรือหารือแล้วให้กัปตันทีมไป “ส่งสาร” ต่อให้กับลูกทีม

เรียกได้ว่า เคฮิลล์ สามารถ “เชื่อม” ระหว่างทีมโค้ชสู่นักเตะได้สบาย ๆ

แม้ไม่ได้ลงสนามก็ตาม

นั่นคือ “บทบาท” ที่โค้ชไม่ควรมองข้ามกับ “กัปตันทีม” หรือนักเตะซีเนียร์ในทีมที่บทบาทในสนามอาจน้อยลง

การปล่อยให้นักเตะซีเนียร์กลายเป็น “หมา” ล่าเนื้อ

หรือ “ผี” เฝ้าหลุมเหมือนสื่อผู้ดีกำลังเล่นข่าวก่อนเกมเอฟเอ คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดสำคัญ “มันเดย์ไนท์”

จึงเป็นการ “ปฏิบัติ” ที่แปลกประหลาดพอสมควร

อีกจุดที่ ซาร์รี กระทำการ “เร็วไป” เล็กน้อยก็คือ การด่วนสรุปตั้งแต่ 20 วันแรกว่า เคฮิลล์ อาจจะไม่ใช่ และเลือกผู้เล่นอย่าง โรดิเกอร์ กับลุยซ์

มันเร็วไป และไม่ใช่เฉพาะทำให้ “การแข่งขัน” ในทีมมีน้อย

ทว่ามันคือ การ disrupt ทีม โดยเฉพาะ “นอกสนาม” ที่เคฮิลล์มีบทบาทสำคัญแบบจับต้องไม่ได้อีกมากมายให้หายไป

และสร้างสถานการณ์ใหม่ ๆ ให้ทีมต้องปรับตัว “นอกสนาม” ไม่แพ้กับ “ในสนาม” กับวิธีการ Sarri-ball

ครับ ในทีมฟุตบอล การเห็นว่า นักเตะซีเนียร์อาจไม่เหมือนเดิม หรือ “ไม่ใช่” แล้ว

เราไม่สามารถ “เตะทิ้ง” เล่น ๆ ไม่ใส่ใยดีได้เหมือนฝุ่น เพราะเมื่อถึงเวลา “ฝุ่น” นั้นอาจย้อนมาเข้าตาตัวเองครับ