ผลัดกัน “สกัด”

24 February 2019
309 VIEWS

ผม “โชคดี” หรือเปล่านะ? เกิดมาทันกับช่วงเวลา 3 ทศวรรษหลังที่ได้เห็นการ dominate หรือครองความยิ่งใหญ่ของทั้งลิเวอร์พูล และแมนฯยูไนเต็ด

ยุค 80s ทันได้ดู “ผีสกัดหงส์” ในทุกหนทางที่เจอกัน

ถัดมาอีกยาวนานประมาณ 20 ปีก็ยุคท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และทัพปิศาจแดงยุครุ่งโรจน์ ก็แน่นอนว่า เป็นช่วง “หงส์สกัดผี”

กระทั่งมาถึงวันนี้ ช่วงนี้ ที่สถานการณ์กลับมาเป็น ผีสกัดหงส์ อีกครั้ง

ประเด็นของผม คือ ลิเวอร์พูล รักที่จะหยุดแมนฯยูฯ และไม่อยากเห็นคู่ปรปักษ์ได้ดีในยุคผีรุ่งเรือง

ทีมปิศาจแดงก็เช่นกัน และวัน “แดงเดือด” 24 ก.พ.เราจะได้เห็นสิ่งนี้แน่ ๆ จาก “โอลด์ แทรฟฟอร์ด” ครับ

นับย้อนไปไม่นาน หรือก็แค่เกม “เรดวอร์” หนก่อนอันเป็นแมตช์สุดท้ายของ โจเซ่ มูรินโญ่ ที่บุกพ่ายลิเวอร์พูล 1-3 ทำให้ทีมปิศาจแดงตกอยู่ในสถานการณ์ตกต่ำหากจาก “ท็อปโฟร์” 11 คะแนน

มูรินโญ่ จากไป โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามา และเปลี่ยนทุกอย่างเฉพาะอย่างยิ่ง “บรรยากาศ” ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้กลับมาเหมือนเดิม มีชีวิตชีวา

ไมค์ ฟีแลน อดีตผู้ช่วยเฟอร์กี้กลับมาช่วยงาน และไมเคิล คาร์ริค ก็เป็นอีก 1 เด็กเก่าผู้ “รู้งาน”

สุดท้ายตอนนี้ ทีมปิศาจแดงแซงกลับรั้งอันดับ 4 ด้วยสถิติเก็บ 25 จาก 27 คะแนนเต็ม

หรือชนะ 11 เสมอ 1 (กับ เบิร์นลีย์) และแพ้ 1 (กับเปแอสเช) จาก 13 นัดทุกถ้วยที่คุมทีม

ไม่ใช่เฉพาะ พอล ป๊อกบา นะครับที่กลับมาเล่นได้ดี และนักเตะทะยอยต่อสัญญาออกไป

ผู้เล่นที่แทบไม่มีแววอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ยังเล่นได้ดีอยู่ด้านหน้า ดาวิด เด เกอา

อาจจะสวนทางนิด ๆ กับลิเวอร์พูลที่เสมอ 3 จาก 4 เกมหลัง และแม้จะแพ้แค่เกมเดียวในลีกซีซั่นนี้ แต่ฟอร์มช่วงหลังของลิเวอร์พูลกลับดูไม่ convince หรือน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่

หากเป็น หลุยส์ ฟาน ฮาล หรือล่าสุด มูรินโญ่ แมตช์นี้แม้จะเตะในบ้าน เธียร์เตอร์ ออฟ ดรีม แต่แมนฯยูไนเต็ด น่าจะเป็นฝ่ายตั้งรับเป็นหลัก

เพราะรู้ว่าการจะรุกกับทีมที่ “โต้กลับ” หรือเล่น transition ได้ดีที่สุดทีมหนึ่งในยุโรปคงไม่ใช่เรื่อง “ฉลาด”

แต่นี่เป็น โซลชาร์ ผู้เข้าใจ “ปรัชญา” ฟุตบอลไม่ถอยหลังของยูไนเต็ด

คำถามจึงเป็นว่า เจ้าบ้านจะ “กล้า (รุก)” แค่ไหน? เฉพาะอย่างยิ่งอาจไม่มี ลินการ์ด และมักซิญัล และคงใช้ ลูคาคู, มาตา หรือซานเชส เหมือนเดิม

โดย เปแอสเช ทำให้เห็นแล้วว่า หากรุกรวดเร็ว เกมรับทีมปิศาจแดงจะเป็นเช่นไร

ในมุมกลับกัน a game in hand นัดนี้ คนจำนวนมากมองว่า ลิเวอร์พูล “ต้องชนะ” เพื่อให้แต้มเท่ากับแมนฯซิตี้ แต่เตะน้อยกว่า 1 นัดกลับมาได้เปรียบเต็ม ๆ 3 คะแนน

นั่นหมายถึง ลิเวอร์พูล ควรจะบุกเพื่อ 3 แต้มล้ำค่านั้น!?

อย่างไรก็ดี ในอีกมุมหนึ่ง หาก “เสมอ” ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้เสียหาย และแมนฯยูฯ ก็ไม่ได้ “ขี้เหร่” เฉพาะอย่างยิ่งกับความพ่ายแพ้ของสเปอร์สต่อเบิร์นลีย์ที่ทำให้อันดับ 3 ก็มีความเป็นไปได้

หาใช่แค่ลุ้นอันดับ 4 เท่านั้น

ไหนจะระบบการเล่นของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะลิเวอร์พูลที่จะเล่น 4-2-3-1 และใช้เฮนเดอร์สัน กับฟาบินโญ่ เป็น “2”

หรือจะ 4-3-3 จัดเต็มตามที่มักจะทำ

แมนฯยูฯ ก็เช่นกันที่โซลชาร์แสดงให้เห็นผ่านหลายเกมทดสอบไม่ว่าจะ อาร์เซนอล, สเปอร์ส, เชลซี ที่ล้วนชนะว่าสามารถปรับแท็คติกส์ได้ดีเช่นกัน

จะเล่นมิดฟิดล์ “ไดมอนด์” หรือจะ 4-3-3 หรือจะใช้ลินการ์ดเป็น False9

จะรุก หรือรับแล้วโต้เหมือนที่สเปอร์สโดนคารัง

ทั้งหลายทั้งปวงล้วน “น่าคิด” ครับแมตช์นี้ที่ผมฝากมุม thoughts ของผมไว้เท่านี้เบา ๆ

แต่ละท่านมองกันอย่างไรครับ? ผมจะไปทำงาน และดูบอลคู่นี้ที่ “เซนทรัลเวิลด์” กับทีมงาน beIN SPORTS และ SPORTDesk. ใครว่างเรียนเชิญแล้วเจอกันนะครับ