“ปีศาจแดง” กับกระจกเงาแห่งแอริเซด

14 February 2019
299 VIEWS

โลกเวทมนต์ในจินตนาการของ เจ.เค. โรวลิง หนึ่งในสิ่งของที่มีความพิเศษและเป็นที่จดจำในหมู่คนที่รักหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ อย่างยิ่งคือกระจกวิเศษที่เรียกว่ากระจกเงาแห่งแอริเซด

กระจกเงาทรงสูงใหญ่ที่ไม่มีใครรู้ว่าเข้ามาอยู่ในโรงเรียนฮอกวอตส์ได้อย่างไรบานนี้มิได้เป็นกระจกที่สามารถโต้ตอบหรือสนทนาได้เหมือนกระจกวิเศษที่แม่มดใจร้ายมาเลฟิเซนต์เฝ้าถามกระจกบานโปรดเสมอว่า “กระจกวิเศษเอ๋ย บอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี” หากแต่กระจกเงาแห่งแอริเซดจะมอบในสิ่งที่ผู้คนปรารถนาให้ด้วยความสุขและความพึงใจอย่างสูง

มันมิได้มอบเงินทองหรือโชคลาภวาสนา มิได้สะท้อนนำพาใบหน้าเรือนกายที่งดงาม แต่จะสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ที่ยืนตรงหน้าต้องการจะเห็นหรืออยากจะเป็น สิ่งที่เป็นความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในหัวใจ

บนกระจกบานนี้มีข้อความเขียนไว้ว่า Erised stra ehru oyt ube cafru oyt on wohsi

ข้อความนี้อ่านอย่างไรก็ไม่ได้ความ ยกเว้นแต่จะอ่านกลับจากหลังมาหน้าก็จะปรากฏข้อความว่า I show not your face but your heart’s desire

ผู้คนมากมายใช้เวลาไปกับสิ่งที่พวกเขาปรารถนาจะเห็น

แฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กหนุ่มผู้ถูกเลือกเคยใช้เวลาเนิ่นนานยามค่ำคืนเพื่อมองเห็นพ่อและแม่ของเขา

กระทั่ง อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ผู้วิเศษผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ครั้งหนึ่งก็เคยใช้เวลากับกระจกบานนี้เพื่อมองเห็นภาพของเกลเลิร์ต กรินเดนวัลด์ อีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่แยกทางจากกันไป

ไม่มีใครได้เห็นใบหน้าของตนในกระจกบานนั้น ยกเว้นเพียงคนที่มีความสุขอย่างแท้จริงเท่านั้นที่ใบหน้าของเขาจะปรากฏบนกระจกบานนี้

ผมคิดถึงเรื่องของกระจกวิเศษบานนี้ขึ้นมาหลังจากที่ได้นั่งดูเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

คงทราบกันแล้วว่าเกมจบลงด้วยความปราชัยของ “ปีศาจแดง” ซึ่งเป็นความปราชัยครั้งแรกของพวกเขาในรอบ 12 นัด นับตั้งแต่ที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือน ธ.ค. หรือราว 8 สัปดาห์ก่อนหน้า

หากใครได้ชมเกมนี้จะทราบว่ามันเป็นเกมที่ยูไนเต็ดพ่ายอย่างหมดรูป เป็นมวยคนละระดับ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด นั้นต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่เกินจากความคาดหมายอยู่บ้าง

มากบ้างน้อยบ้าง จากฟอร์มที่ปรากฏ จากความมั่นใจที่เก็บเกี่ยวมาเกือบ 2 เดือน ใครต่อใครย่อมคิดว่าทีมของโซลชาจะสู้ได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะในวันที่คู่แข่งไม่มี 2 ตัวอันตรายอย่าง เนย์มาร์ และเอดินสัน คาวานี่ ประจำการในแดนหน้า

ซ้ำยังขาดโธมัส มูนิเยร์ แบ็กขวาตัวแกร่งที่ควรจะเป็นคนต้องรับมือการดวลจาก อองโตนี มาร์กซิยาล ผู้พลิกชะตากลับจากนรกและถูกยกย่องว่ามีความสามารถจะก้าวเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คนต่อไปได้จากเจ้านายของเขา

ความจริง 10 นาทีแรกของเกมก็ชวนให้รู้สึกเช่นนั้นครับ ยูไนเต็ด ต่อบอลเท้าสู่เท้าอย่างลื่นไหล การเคลื่อนที่สวยงาม ดูแพรวพราวให้ความรู้สึกแบบเดียวกับทีมในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มากกว่าท่ีมที่พิกลพิการเหมือนในวันที่ เดวิด มอยส์,​หลุยส์ ฟาน ฮาล หรือโจเซ่ มูรินโญ่ เป็นนายใหญ่

หลังจากนั้นพวกเขาเองก็ยังพยายามสู้และถือว่าทำได้ดีในหลายจังหวะ โดยเฉพาะลูกที่ ปอล ป็อกบา ได้โชว์ความเร็ว ความแข็งแกร่ง และทักษะ ฉีกแนวรับทางริมเส้นก่อนเลาะเข้าไปเปิดบอลแค่เพียงติดมือของบุฟฟ่อนเท่านั้น

แต่เมื่อเวลาผ่าน ระดับชั้นที่สูงกว่าของทีมเยือนก็ยิ่งแสดงให้เห็นมากขึ้นและชัดขึ้นเรื่อยๆ

ความสูญเสีย 2 กำลังสำคัญอย่าง มาร์กซิยาล และเจสซี่ ลินการ์ด ส่งผลอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อ อเล็กซิส ซานเชซ และฮวน มาตา ไม่สามารถทดแทนในเรื่องความความสดใหม่ หรือเอาตามตรงคือไม่สามารถทดแทนได้เลยไม่ว่าจะด้านใด แต่ชัยชนะของเปแอสเชไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้

เปแอสเช ชนะด้วยระบบการเล่นที่ดีกว่า ตัวผู้เล่นที่ดีกว่า และประสบการณ์ที่สูงกว่า

โดยคนที่สร้างความแตกต่างในเกมนี้อยู่ที่ อังเคล ดิ มาเรีย ผู้ที่ตกเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเรดอาร์มี่ไปเสียฉิบ แต่ก็กลายเป็นเรื่องดีสำหรับสตาร์อาร์เจนไตน์ที่เปลี่ยนเอาความเกลียดชังมาใช้เป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับทีม

ลูกเตะมุมที่แม่นยำของเขาให้ เปรสเนล คิมเบมเป้ กองหลังผู้โชคดีที่ไม่โดนไล่ออกจากสนามทั้งที่ควรจะโดนไล่ออกอย่างน้อย 2 ครั้ง กระโดดแปบอลเข้าไปในลูกแรก

และจากนั้นคือจังหวะการสวนกลับ ที่ดิ มาเรีย ครอสบอลเรียดเข้าจุดนัดพบอย่างแม่นยำ ให้คิเลียน เอ็มบัปเป้ อีกหนึ่งความพิเศษของเกมนี้ได้จบสกอร์อย่างเฉียบขาด

เป็นอีกหนึ่งวันที่โลกได้ตระหนักถึงฝีเท้าของเจ้าหนูมหัศจรรย์คนนี้ เช่นกันกับที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้รู้ว่าเขาและเอ็มบัปเป้ ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันในวันนี้

อย่างบอกไป ผมไม่ได้คิดว่ายูไนเต็ดจะพ่ายอย่างห่างชั้นขนาดนี้ แต่มีคิดไว้ก่อนเกมว่าเกมนี้ โซลชา คงจะลำบากเมื่อต้องเจอกับคนคลั่งแท็คติกส์อย่างโธมัส ทูเคิล โค้ชที่ไม่เหมือนและแตกต่างแต่ชวนให้คิดถึงเยอร์เก้น คล็อปป์ และเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในฐานะโค้ชระดับชั้นนำของโลก

แต่ความปราชัยอย่างหมดรูปในวันนี้ไม่ได้เกิดจากความไร้ฝีมือของโซลชาทั้งหมด

หากแต่มันคือสิ่งสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่ายูไนเต็ด ตกต่ำลงมากขนาดไหนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่เรื่องในสนาม แต่ยังรวมถึงเรื่องของการบริหารทีมด้วย

ช่วงเวลาที่พวกเขาไม่เคยเดินหน้า มีเพียงอยู่กับที่และถอยหลังนั้นทีมที่เคยเป็นตัวตลกในสายตาคนทั้งโลกอย่างเปแอสเช ได้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่จำเป็นต้องสนเสียงนินทา คำครหา หรือการขัดแข้งขัดขาจากองค์กรลูกหนังโลก

ยูไนเต็ด วันนี้จึงเหมือนได้ยืนอยู่ตรงหน้ากระจกเงาแห่งแอริเซด

ได้เห็นสิ่งที่พวกเขาอยากจะเห็นและอยากจะเป็น แต่ไม่มีวันได้เป็น