#ElClasico: ปัญหาของราชัน


​เป็นอีกครั้งที่ “เอล กลาสิโก” ที่ซานติอาโก เบอร์นาบิว จบลงแบบนี้

แบบที่เหล่ามาดริดิสต้าได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ว่าทีมของพวกเขานั้นไม่ดีพอสำหรับการเป็นผู้ชนะเหนือคู่ปรับตลอดกาลอย่างบาร์เซโลน่า

​ความจริงแล้วการแพ้ให้แก่คู่แค้นแค่ครั้งเดียวก็นับว่าน่าเจ็บใจอย่างเหลือหลายแล้ว แต่การแพ้รวดเป็นฤดูกาลที่ 4 ติดต่อกันแบบนี้และเมื่อคิดถึงการที่พวกเขาเปิดศึก “เอล กลาสิโก” มากถึง 4 ครั้งในฤดูกาลนี้ แต่ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้แม้แต่เกมเดียว โดยเป็นการแพ้คาเบอร์นาบิว ถึง 2 ครั้งติดต่อกันในระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ 4 วัน

​มากกว่านั้นคือทีมได้ถูกบาร์เซโลน่า แซงหน้าในสถิติของการพบกันตลอดกาล หลังจากที่บาร์ซ่า เป็นฝ่ายตามหลังมาตลอดนับตั้งแต่ปี1932 โดยเวลาชนะ 96 ครั้ง ขณะที่ มาดริด ชนะ 95 เสมอ 51

​ไม่รู้จะเก็บเศษซากหัวใจของชาวราชันชุดขาวอย่างไรดี

​ความจริงก่อนเกมผมเช็คกระแสมาบ้างก็พอจะทราบว่ามาดริดิสต้าไม่ค่อยคาดหวังอะไรนักกับเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา

​เรียกว่า “ทำใจ” เผื่อเอาไว้แล้วว่าจะแพ้

​เหตุผลเพราะทีมของพวกเขาในเวลานี้ – หรือความจริงต้องบอกว่าตลอดทั้งฤดูกาลนี้ – ดูแทบไม่มีขีดความสามารถที่จะเอาชนะบาร์เซโลน่าได้ ต่อให้พยายามมากแค่ไหนแล้วก็ตาม

​และก็เป็นอย่างที่บอกครับ เพราะสิ่งที่ได้เห็นตลอด 90 นาทีที่เบอร์นาบิว ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่พยายาม

​นักเตะ 11 คนในชุดขาวได้พยายามแล้วที่จะแก้ตัวจากความพ่ายแพ้ 0-3 เมื่อวันพุธจนตกรอบโคปา เดล เรย์ ให้ได้ เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะพยายามอย่างเต็มที่ มีบางคนที่ความพยายามไม่เพียงพออย่างชัดเจน

​ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือขุมกำลังของพวกเขาเวลานี้นั้นดีไม่พอ โดยเฉพาะจุดโฟกัสที่แนวรุกซึ่งเป็นปัญหาที่ชัดเจนที่สุด

​การจากลาของ คริสเตียโน่​ โรนัลโด้ ทิ้งช่องว่างที่นักเตะที่เหลืออยู่ไม่ว่าจะเป็น คาริม เบนเซม่า, แกเร็ธ เบล หรือ วินิเชียส จูเนียร์ จะทดแทนได้

​โดยเฉพาะ เบล ซึ่งเวลานี้กลายเป็น “หมาหัวเน่า” ที่แฟนไม่เอาอย่างแท้จริง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะทุกนาทีที่เขาได้อยู่ในสนามอดีตนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกคนนี้ไม่สามารถแสดงให้เห็นเลยว่าเขาดีพอที่จะก้าวออกมาเป็นฮีโร่ของทีมได้

​ไม่ว่าระหว่างเขาและทีม และระหว่างเขากับแฟนบอลความสัมพันธ์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อลงสนามในนามของราชันชุดขาวในเกมเอล กลาสิโก ไม่มีเรื่องใดสำคัญมากไปกว่าการทำผลงานในสนามให้ดีที่สุด สู้ให้มากที่สุด ที่เหลือให้คนอื่นเป็นคนตัดสิน

​น่าเสียดายที่เบลไม่ได้ทำแบบนั้น และสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนไม่ใช่เสียงปรบมือหากแต่เป็นเสียงโห่ดังสนั่น และเป็นการยืนยันว่าหลังจบฤดูกาลนี้เขาจะเป็นหนึ่งในขุนพลที่ต้องถูกอัปเปหิออกจากเบอร์นาบิวค่อนข้างแน่

​คนที่ได้รับเสียงปรบมือดังสนั่นกลับเป็น อิสโก้ ที่ลงสนามเป็นตัวสำรอง แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะทำอะไรไม่ได้เลยก็ตาม

​ขณะที่คนที่มีความพยายามมากที่สุดของมาดริด กลับเป็น วินิเชียสจูเนียร์ ไอ้หนูแซมบ้าที่เห็นแล้วก็ชวนคิดถึง โรบินโญ่ อดีตเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลบราซิลที่ย้ายมาสวมเสื้อชุดขาวตั้งแต่วัยสะรุ่นเหมือนกัน

​ความแตกต่างระหว่างเขากับ โรบินโญ่ คือวินิเชียส ย้ายมาตั้งแต่อายุแค่ 18 ปี และด้วยวัยนี้กระดูกกระเดี้ยวทางเกมลูกหนังของเขายังแกร่งไม่พอ

​ถึงจะมีคุณสมบัติดีๆหลายอย่าง ทั้งความเร็ว ทักษะ ไปจนถึงความกล้าหาญในการเล่น แต่มันยังดีไม่พอที่จะสามารถสร้างความแตกต่างหรือตัดสินเกมนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ตรงหน้าของ ลิโอเนล เมสซี่ ราชาลูกหนังที่วันนี้ถึงอาจจะดูเนือยและเฉื่อยลงตามวัยที่เรี่ยวแรงลดลง แต่ทุกครั้งที่บอลอยู่ที่เท้าของเขา เราจะสัมผัสได้ว่าลีโอ พร้อมจะสร้างสิ่งที่แตกต่างได้เสมอ

​เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมเคยเห็นตำนานในอดีตอย่าง โรแบร์โต้ บาจโจ้, เดนนิส เบิร์กแคมป์,​ อเล็กซานเดอร์ มอสโตวอย แต่อาจจะเป็นขั้นที่เหนือกว่า ประหนึ่งเทพกระบี่ที่ไม่ต้องใช้กระบี่ ต่อให้เป็นใบไม้ก็ตัดสิ่งต่างๆให้ขาดได้เพราะกระบี่อยู่ที่ใจ

​และถึงเมสซี่ จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชัยชนะครั้งนี้ และโฟกัสของเกมอาจจะอยู่ที่จังหวะปะทะคารมกับ เซร์คิโอ รามอส ที่เล่นหนักใส่เขาจนเป็นคำถามว่าจังหวะแบบนี้ทำไม VAR ไม่ช่วยตัดสินว่าเป็นใบแดงหรือไม่ แต่บาร์ซ่า ก็เป็นทีมที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

​พวกเขาอาจจะไม่ดีเท่าวันวาน ไม่เนียนตาเท่ายุคของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือติโต้ บีลาโนบา ผู้จากไป แต่บาร์ซ่า ก็รักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้ในระดับที่สูง มีสายเลือดใหม่ผลัดเปลี่ยนขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆ

​ขณะที่ มาดริด พวกเขาได้รับคำตอบแล้วว่าทีมจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังจบฤดูกาลนี้โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป เหมือนในฤดูกาลที่ผ่านมาที่ไม่สามารถคว้าสตาร์ดีๆเข้ามาเสริมทีมได้เลยแม้แต่รายเดียว

​ลำพังต่อให้ได้ เอเดน อาซาร์ มาจากเชลซีจริงตามที่ผมได้รับการบอกกล่าวมาจากคนวงในของฟุตบอลสเปน แต่แค่นั้นอาจจะไม่พอ พวกเขาต้องการคนที่จะมาเป็นฮีโร่ของทีมที่สามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนที่ครั้งหนึ่งโรนัลโด้ เคยทำให้

​บนโลกนี้จะมีกี่คนที่ทำแบบนั้นได้? 

​คำตอบตอนนี้อาจจะเหลือชอยซ์เดียวคือ คิเลียน เอ็มบัปเป้ แต่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จะยอมเปิดทางให้ไหม? 

​มันไม่ใช่ปัญหาของบาร์เซโลน่า หรือของใคร

​มันเป็นปัญหาของพวกเขาเอง

​และมีแค่พวกเขาที่จะจัดการตัวเองได้