ประลองเชิง

20 February 2019
770 VIEWS

​ก่อนที่เสียงนกหวีดแรกที่แอนฟิลด์จะดังขึ้น สิ่งที่มีการคิดถึงเกมนี้ – แม้ว่าจะเป็นการคิดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะอีกเป้าหมายนั้นดูจะสำคัญกว่าในใจก็ตาม – คือการขาดหายของเสาหลักในแนวรับของลิเวอร์พูลอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ต้องโทษแบนในเกมนี้

​จะต้านบาเยิร์นอยู่ไหม? ใครจะหยุด โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้?

​มันทำให้มีการย้อนร้อยกลับไปถึงการพบกันระหว่างทั้งสองทีมเมื่อ38 ปีที่แล้ว ในเกมรอบรองชนะเลิศซึ่ง ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของบ็อบ เพสลีย์ ประสบปัญหาใหญ่ในแนวรับไม่แตกต่างกัน

​วันนั้นพวกเขาไม่มี ฟิล ธอมป์สัน กัปตันทีม และ อลัน เคนเนดี้ แบ็กซ้ายตัวหลักในเกมนัดที่ 2 ที่มิวนิค ซึ่งเป็นเกมชี้ชะตาหลังจากที่เสมอมาในนัดแรกที่แอนฟิลด์แบบไม่มีสกอร์

​ครั้งนั้น เพสลีย์ เลือก 2 ผู้เล่นจากทีมสำรองของลิเวอร์พูลอย่าง โคลิน เออร์วิน และ ริชาร์ด โมนีย์ ขึ้นมาทดแทน

​ขณะที่ครั้งนี้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดทั้งฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ ซึ่งยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ซ้ำยังไม่มีตัวเลือกที่ 3 อย่าง เดยัน ลอฟเรน ลงสนามด้วย ทำให้ต้องเลือกใช้ ฟาบินโญ่ กองกลางตัวรับลงมาประจำการในตำแหน่งนี้อีกครั้งหลังจากที่เคยทดลองใช้งานและได้ผลดีในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยจับคู่กับ โยเอล มาทิป ที่เป็นตัวหลักคนเดียวที่เหลืออยู่

​ไม่น่าแปลกใจครับที่ใครจะห่วง

​แต่เมื่อถึงคราลงสนามจริง น่าแปลกใจที่กองหลังจำเป็นอย่าง ฟาบินโญ่ กลับเล่นได้ทั้งแข็งแกร่งและสงบนิ่ง นิ่งยิ่งกว่ากองหลังอาชีพจริงๆอย่างมาทิป จนอยากจะชวนให้คล็อปป์ จับมายืนประจำการตำแหน่งนี้ถาวรให้รู้แล้วรู้รอด

​และน่าแปลกใจมากกว่าที่ทั้งสองประคับประคองช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูได้ และทำได้ดีถึงขั้นที่บาเยิร์น เองไม่มีโอกาสที่จะสับไกเข้ากรอบแม้แต่ครั้งเดียวตลอด 90 นาทีที่แอนฟิลด์

​ทั้งๆที่เกมริมเส้นสองฟากทั้ง คิงสลีย์ โกม็อง และ เซิร์จ กีนาบรี้ต่างทำหน้าที่ได้ดีพอสมควรในการสร้างปัญหาให้แบ็กสองฟากของลิเวอร์พูลอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ถูกเผาจนเกรียมแบบที่แทบไม่เคยได้เห็นมาก่อน

​แต่หากมองข้ามคำถามเรื่องของเกมรับ ภาพรวมของเกมนี้ต้องบอกว่าเป็นเกมที่สูสีคู่คี่

​ระดับชั้นของลิเวอร์พูลและบาเยิร์น ใกล้เคียงกัน ห่างกันแค่เพียงปลายก้อยเท่านั้น

​ในเชิงของทีมเวิร์ค ระดับความสามารถผู้เล่น ความนิ่ง ความเนียนยกให้ทีมของ นิโก้ โควัช ที่ทำทุกอย่างได้ตามแผน เกมรุกเจาะริมเส้นเป็นหลัก ขณะที่เกมรับสามารถยันและหยุดเกมรุกที่รวดเร็วอันตรายของลิเวอร์พูลได้สนิท

​แต่ลิเวอร์พูล ก็ถือว่าทำได้เยี่ยมตามแบบของตัวเอง ชดเชยระดับชั้นของความสามารถด้วยความทุ่มเท การช่วยกันเล่น และการทำตามเกมกลยุทธ์ที่เจ้านายวางเอาไว้อย่างดีที่สุด

​กองหน้าพยายามเล่นกันเร็ว แม้ว่าจะเร็วเกินไป กองหลังพยายามตัดและทำลายจังหวะของบาเยิร์นให้ได้มากที่สุด ขณะที่กองกลางซึ่งเป็นจุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ดีที่สุดในเกมนี้ โดยเฉพาะ จอร์แดน เฮนเดอร์สันกัปตันทีมที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของเขาอีกครั้งด้วยการ “เล่นให้ดูเป็นตัวอย่าง” ว่าคนที่เตรียมใจมาสำหรับเกมใหญ่แบบนี้ต้องทำให้ได้ขนาดไหน

​แม้ว่าจะต้องเจอกับกองกลางชั้นอ๋องอย่าง ติอาโก อัลคันตารา, ฮาเมส โรดริเกวซ หรือ ฮาบี มาร์ติเนซ ก็สู้ได้ต่อให้เชิงเป็นรอง

​นาบี เกอิต้า เป็นอีกประกายแสงที่น่าสนใจ อาจจะไม่เจิดจ้านักแต่ก็พอมองเห็นสิ่งดีๆชัดขึ้นเรื่อยๆ

​ปัญหาคือพวกเขาขาดความเฉียบคม และไม่สามารถช่วงชิงโอกาสที่เกิดขึ้นจากจังหวะเล็กๆน้อยๆในเกมนี้ได้แม้แต่ครั้งเดียว

​หากจะคมกว่านี้ นิ่งกว่านี้ หรือมีโชคกว่านี้บ้าง ลิเวอร์พูล ก็มีโอกาสจะได้รับชัยชนะในเกมนี้

​เช่นกันกับหากมีกำลังสำรองที่ดีกว่านี้ ช่วงท้ายเกมพวกเขาอาจสร้างแรงกดดันที่นำไปสู่รอยยิ้มหลังจบเกมก็เป็นได้

​แต่ถึงแม้ผลเสมอในเกมแรกอาจไม่ใช่ผลการแข่งที่คล็อปป์หรือแฟนบอลต้องการ แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่แย่สำหรับใคร

​อย่างน้อยก็ในวันที่พวกเขาแบ่งหัวใจไปไว้ในเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด – เกมที่ใครต่อใครพูดกันว่ามันอาจเป็นเกมตัดสินแชมป์อย่างไม่เป็นทางการของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

​ปฏิเสธไม่ได้ว่าความจดจ่อต่อเกมยุโรปนั้นไม่เท่ากับเมื่อฤดูกาลที่แล้วที่แชมเปี้ยนส์ ลีก คือทุกสิ่งทุกอย่าง

​เช่นกันกับต้องยอมรับว่าการสู้กับทีมระดับ Elite อย่างบาเยิร์นได้ขนาดนี้ ต่อให้ไม่ใช่ขวบปีที่ดีที่สุดของพวกเขาซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านนักเตะจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนกัน ก็เป็นเรื่องที่น่าพอใจแล้ว

​มองเสียว่าเป็นการประลองเชิงในยกแรก

​ขอให้ผ่านวันอาทิตย์นี้ไปก่อน แล้วกลับมาสู้กันใหม่

​วันนั้นจะได้เห็นดำเห็นแดงเห็นดีกัน