บอสตัน-นิวยอร์ก : เราอาจจะเกลียดกัน แต่เราไม่ทิ้งกัน

5 April 2020
16 VIEWS

แฟนบอลชาวไทยอาจจะคุ้นชินกับความจงเกลียดจงชังกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ กับ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นความเกลียดชังกันที่มีมากกว่าเรื่องราวของกีฬา แต่อันที่จริงแล้วเรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในอังกฤษเท่านั้น หากแต่มันเกิดขึ้นกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก อาจจะเป็นเรื่องเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง บางเรื่องเหลือไว้เพียงตำนาน แต่บางเรื่องก็ยังคงไม่ชอบขี้หน้ากันจวบจนปัจจุบัน และถ้าหากเอ่ยชื่อของ 2 เมืองที่มีสถานะแบบนั้น และความจงเกลียดจงชังของพวกเขาก็เข้มข้นชนิดที่ยากจะตัดสินว่า จะหว่าง แมนเชสเตอร์-ลิเวอร์พูล กับคู่ของพวกเขาความเกลียดชังของใครรุนแรงกว่ากัน และชื่อของสองเมืองนั้นก็คือ นิวยอร์ก และ บอสตัน

หากจะให้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ความเกลียดชังของทั้ง 2 เมือง คงเล่าได้ยาวเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค เพราะมันต้องย้อนไปตั้งแต่ยุคก่อนก่อตั้งสหรัฐอเมริกา สมัยที่ อังกฤษครองพื้นที่แถบบอสตัน และ เนเธอร์แลนด์ครองพื้นที่ย่านนิวยอร์ก จนเกิดเป็น นิวอิงแลนด์ และ นิวเนเธอร์แลนด์ ก่อนบานปลายกลายเป็นสงคราม แองโกล-ดัตซ์ วอร์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นความบาดหมางของทั้ง 2 เมือง หาใช่ยุค “เบสบอล ดีเบท” ที่มาจากการต่อสู้กันระหว่างทีม นิวยอร์ก แยงกีส์ และ บอสตัน เรดซ็อกซ์ แบบที่หลายคนเข้าใจ

ความขัดแย้งของทั้งคู่เป็นมากกว่าแค่กีฬา แต่มันคือเรื่องของ ประวัติศาสตร์, ศาลนา, สงคราม, วัฒนธรรมความเป็นอยู่ และแน่นอน เม็ดเงินกับความเจริญด้วย ดังนั้น ความเกลียดชังกันระหว่างเมืองทั้ง 2 จึงเข้มข้นและถูกส่งต่อมายังปัจจุบันผ่านวัฒนธรรมกีฬา ดังนั้นเราจะเห็นการ ‘แทรช ทอล์ก’ (พฤติกรรมการคุยโต อวดเบ่ง สารพัดสิ่งผ่านทางคำพูด) ระหว่างคนทั้ง 2 เมืองเมื่อมีการปะทะฝีปากกันเป็นเรื่องปกติ

แต่วันนี้ สิ่งที่คน บอสโตเนียน หรือ นิวยอร์เกอร์ ไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็น ก็มีทางได้เห็นเสียที หลังจากที่ฝั่งบอสตัน โดย โรเบิร์ต คราฟต์ เจ้าของทีม นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ ส่งหน้ากากอนามัย 3 แสนชิ้นไปให้เมืองนิวยอร์กใช้ต่อสู้กับโควิด-19 และเมืองที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ก็ตอบแทนด้วยคำที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พูดให้กับพวกบอสตันได้รับรู้นั่นคือ “คำขอบคุณจากใจ”

“มีบางสิ่งที่เราคิดว่าเราไม่มีทางจะได้พูดออกไป ขอบคุณ แพทส์” พาดหัวหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก โพสต์ ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2020 เขียนไว้เช่นนั้น

“มีบางสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่มีทางจะได้อ่าน…จากหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์ก และผมรักมันมากเลย” สเตซี เจมส์ โฆษกของทีม เพเทรียตส์ กล่าวหลังเห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์

สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในช่วงเวลาสุดแสนจะวิกฤติ หลังมีผู้ติดเชื้อทั้งประเทศทะลุ 3 แสนรายไปแล้ว แต่มลรัฐที่มีปัญหามากที่สุดในสหรัฐฯ ตอนนี้คือ นิวยอร์ก ที่ปัจจุบันแค่มลรัฐเดียวมีผู้ติดเชื้อไปแล้วถึง 113,704 คน โดยเฉพาะในเขต นิวยอร์ก ซิตี ไล่ตั้งแต่ ซัลฟอล์ก, นาสซู, คิงส์, ควีนส์, ริชมอนด์, แมนฮัตตัน, บรองซ์, เวสต์เชสเตอร์, ร็อคแลนด์ และ ออร์เรนจ์ ทุกเขตที่ว่ามามียอดผู้ป่วยทะลุ 1000 คน และบางเขตทะลุหลักหมื่นไปแล้ว

นั่นเป็นสาเหตุที่ตอนนี้หลายฝ่ายพยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนิวยอร์กอย่างเต็มที่ โดยทาง โรเบิร์ต คราฟต์ เอง ทันทีที่ส่งเครื่องบินไปรับหน้ากาก N95 จำนวน 1.2 ล้านชิ้นจากจีนกลับมาก็ตัดสินใจกันไว้จำนวน 3 แสนชิ้นเพื่อส่งมาบรรเทาสถานการณ์ที่นิวยอร์กทันที โดยหน้ากาก จำนวน 1.2 ล้านชิ้นนั้นก็เป็นเงินของเขาเองส่วนหนึ่งที่ประสานงานกับ พันธมิตรในบอสตัน ช่วยจัดหามาให้ตามคำขอของ ชาร์ลี เบเกอร์ ผู้ว่าการมลรัฐแมสซาซูเช็ตต์ส หลังในบอสตัน และ เมืองโดยรอบเองก็เผชิญกับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 เช่นกัน

ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ราว 1 ปี หลังจากมีคดีนวดฉาวของบรรดาคนดังในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ปู่บ็อบ คราฟต์ วัย 78 ปีคนนี้ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยนั้น สื่อนิวยอร์ก เป็นสื่อจากเมืองที่เล่นงานและตามขยี้เจ้าของทีม “นักรบกู้ชาติ” คนนี้หนักที่สุดในบรรดาสื่อใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มุมมองของพวกเขาที่มีต่อ โรเบิร์ต คราฟต์ เจ้าของทีมคนนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (แต่มุมมองต่อบอสตัน อาจจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง) โดย มาร์ค คานนิซซาโร คอลัมน์นิสต์กีฬาของ นิวยอร์ก โพสต์ ได้พาดหัวคอลัมน์ของเขาว่า “เจ้าของทีม เพเทรียตส์ที่ตอนนี้จะอยู่ในใจเราตลอดไป” และเขียนเนื้อหาตอนหนึ่งในคอลัมน์ของเขาว่า

“เราถูกฝึก และ สอนให้ดูถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับ เพเทรียตส์ และ ทีมจากบอสตัน แต่การแสดงออกของเรานั้นควรจะต้องใส่ชื่อของ โรเบิร์ต คราฟต์ ไว้ในครอบครัวของชาวนิวยอร์กอย่างเว้นเสียไม่ได้แล้ว

“วันนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทุกคนที่เกียวข้องกับนิวยอร์ก – อาจจะรวมถึงแฟน เจ็ตส์ หรือ อื่น ๆ – ควรยกย่องชายวัย 78 ปีที่ชื่อว่า คราฟต์ ที่นำเอาสิ่งที่แสนวิเศษในช่วงเวลาแห่งความน่าสะพรึงและไม่แน่นอนของวิกฤติโควิด-19 นี้ ซึ่งเราจะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน”