ทำงานใหญ่…ใจต้องนิ่ง

12 February 2019
2,518 VIEWS

ตุปัดตุเป๋เสียอาการไปสองนัด “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เรียกสติดึงฟอร์มกลับมาทันเวลาด้วยการบอมบ์บอร์นมัธ 3-0

หลายคนบ่นเสียดายว่าน่าจะยิงได้ถึง 4,5 หรือ 6 เม็ด ถ้าจังหวะจบสกอร์ละเมียดละไมกว่านี้ แต่เอาน่า จะยิงถึงสิบลูก ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็คงไม่ได้แชมป์เพราะผลต่างประตูได้เสีย เงื่อนไขข้อนั้นยกให้แมนฯ ซิตี้ เค้าไปเถอะ 

ลิเวอร์พูลจะสิ้นสุดการรอคอยแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรกได้ ต้องชนะด้วยคะแนนเพียงกรณีเดียว 

หมายความว่าในจำนวนที่เหลืออีก 12 นัด ถ้าหงส์แดงชนะ 11 เสมอ 1 ยังไงก็แชมป์แน่นอน ต่อให้เรือใบชนะรวดใน 11 เกมสุดท้าย

นาทีนี้ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าแผนการเล่นหรือแทคติก คือมายด์เซตของนักบอลที่เคยหลุดออกจากกรอบในสองนัดที่ผ่านมา 

ทั้งเกมเสมอเลสเตอร์ และเวสต์แฮม ด้วยสกอร์เดียวกัน 1-1 แท็คติกแค่ส่วนหนึ่ง การขาดตัวหลักบางคนก็อาจส่งผล แต่ท้ายสุด ลูกตุ้มที่ถ่วงขานักเตะจนดูหนักกว่าเคย คือการปล่อยให้ความกดดดันครอบงำกรอบความคิด 

อาการออกชัดเจนว่าลิเวอร์พูล เล่นไม่เป็นธรรมชาติตัวเอง คิดเยอะขึ้น ซับซ้อนซ่อนปมหลายเขบ็ด กลัวพลาดจนกลายเป็นเกร็ง มันทำลายจังหวะ ทำลายสปีดบอล ลดดีกรีความก้าวร้าวดุดันที่เคยเป็นจุดขายในทีมของคล็อปป์ 

ลิเวอร์พูล ชุดนี้ ไม่สามารถต่อบอลได้เนียนกริบเหมือนแมนฯ ซิตี้ แต่สิ่งที่ทำได้ไม่เป็นรอง แถมดีกว่า คือการ “เค้าน์เตอร์ เพรสซิ่ง” เสียบอลแล้วรุมบีบแย่งกลับมาเร็วเพื่อบุกต่อ กดดันต่อ ย้ำแล้วย้ำอีก 

เสน่ห์ที่ว่า เหมือนจะหายไปพักใหญ่ๆ หรือมาๆ ขาดๆ บางคนบอกว่าคล็อปป์ อาจถนอมพละกำลังลูกทีมเพื่อใช้ในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่น อันนี้ต้องรอดู 

ใครติดตามเพจหงส์ข้าฯ ผมเคยโพสวีดีโอจังหวะเสียประตูแรกในนัดชนะคริสตัล พาเลซ 4-3 ว่าการรุมบีบของลิเวอร์พูล มีปัญหาจุดไหน อย่างไร ทำไมถึงโดนคู่แข่งแกะออกมาได้ 

ส่วนเกมเสมอกับเลสเตอร์ และเวสต์แฮม กลายเป็นลิเวอร์พูล ที่โดนไล่บี้จนเล่นไม่ออกเสียเอง กระทั่งคล็อปป์ รวมถึงพี่ใหญ่ในทีมอย่างเจมส์ มิลเนอร์ ก็ดี ต้องออกมาเรียกสติ 

“จงสนุกกับตัวเอง เอ็นจอยกับการเป็นจ่าฝูง มันไม่ใช่ภาระให้แบกเหมือนโดนบังคับ” 

เสียงเตือนไม่ได้มุ่งบอกนักเตะอย่างเดียว แต่ยังสะกิดแฟนหงส์ในแอนฟิลด์ ให้ “คาล์ม ดาวน์” ลดความตื่นเต้นลงหน่อย เปลี่ยนเสียงถอนหายใจเวลาผ่านบอลเสีย เป็นเสียงร้องเพลงเชียร์ หรือตะโกนให้กำลังใจ 

ลิเวอร์พูล เป็นรองแมนฯ ซิตี้ แทบทุกด้านเมื่อวัดกันปอนด์ต่อปอนด์บนเวทีลุ้นแชมป์ ทั้งขุมกำลัง ประสบการณ์ ความนิ่ง และการชนะในแต่ละเกมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

แต่แอนฟิลด์ คือหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะต้องแอบอิจฉาลิเวอร์พูล เป็นตัวแปร x factor ที่สามารถช่วยเปลี่ยนผลการแข่งขัน พลิกสถานการณ์ในยามเข้าด้ายเข้าเข็ม 

ลิเวอร์พูล ไม่ได้ต่อสู้กับแชมป์เก่าธรรมดาๆ  ทีมหนึ่ง แต่กำลังงัดข้อกับทีมแชมป์ที่กวาดล้างสถิติทุกอย่างของพรีเมียร์ ลีก แบบราบคาบเป็นหน้ากลองประหนึ่งสึนามิ

ผมกล้าท้าว่าลิเวอร์พูล ทำไม่สำเร็จหรอกครับ ถ้าในหัวมีแต่แมนฯ ซิตี้ วนเวียนไปหมด 

อย่าคิดแข่งกับซิตี้ แต่ให้แข่งกับตัวเอง ทำผลงานใน 90 นาทีของตัวเองออกมาดีที่สุด…ทุกอย่างจบ

ถ้าคิดแข่งกับเรือใบ แค่เห็นผลงานถล่มเชลซี ครึ่งโหล ใจอาจฝ่อไปแล้วครึ่ง 

ช่วงหลังลองสังเกตว่ากวาร์ดิโอล่า ให้สัมภาษณ์พาดพิงลิเวอร์พูล บ่อย นี่คือเจตนาชวนเล่นเกมไซโค ทำทุกวิถีให้นักเตะหงส์มีคำว่าแมนฯ ซิตี้ ลอยในหัว

พวกเขาถนัดมากในการเป็นผู้ไล่ล่า เคยปาดหน้าลิเวอร์พูล ตอนเหลือสามนัดสุดท้ายคว้าแชมป์ 2013/14  และย้อนไปก่อนนั้นในฤดูกาล 2011/12 สถานการณ์ก็คลับคล้ายปีนี้ 

ช่วงหนึ่งที่แมนฯ ซิตี้ ตามหลังแมนฯ ยูไนเต็ด ห่างถึง 8 แต้ม (ลิเวอร์พูล เคยนำปีนี้ 7 คะแนน) แต่หกนัดสุดท้าย ปีศาจแดงสะดุดแพ้วีแกน เสมอเอฟเวอร์ตัน และบุกแพ้เรือใบ

ช่องว่างเหลือศูนย์ทันที กลายเป็นซิตี้ นำจ่าฝูงด้วยผลต่างลูกได้เสียเมื่อเหลืออีกสองนัด

ทั้งคู่ชนะในสองเกมตัดสิน แต่พีกยิ่งกว่าอะไร คือแมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์ด้วยการแซงชนะคิวพีอาร์ ในช่วงทดบาดเจ็บ

ตอนนาที 90+1 สกอร์ยังตามหลัง 1-2 แฟนเรือใบร่ำไห้ ทำใจว่าไม่มีทางคัมแบ็ก 

แต่เอดิน เชโก้ ตีเสมอปลุกความหวังที่เรือนราง และใครจะคิดว่ามันยังเหลือเวลาพอให้เซร์คิโอ อเกวโร่ กระชากไปซัดประตูชัยที่เปลี่ยนโฉมหน้าแชมป์ 

ประวัติศาสตร์เหล่านี้รังแต่ต่อยอดความมั่นใจให้แมนฯ ซิตี้ ว่าจะสามารถทำสำเร็จอีก 

ขึ้นกับลิเวอร์พูล ล้วนๆ ว่าจะตัดแมนฯ ซิตี้  ออกจากกรอบความคิดได้หรือไม่ 

และโฟกัสอย่างเดียวคือการทำผลงานของตัวเอง

อย่าลืมว่าอีก 12 นัด แค่ชนะ 11 เสมอ 1 ก็แชมป์ชัวร์…