จุดจบที่แสนโศกของ Sarri-bal

ไม่มีอนาคตที่เดอะ บริดจ์ เหลืออยู่สำหรับ เมาริซิโอ ซาร์รี และหากเขาถูกปลดจากการเป็นผู้จัดการทีมเชลซีภายใน 24 ชั่วโมงนับจากนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจ

การตกรอบเอฟเอ คัพ คารังของตัวเองด้วยน้ำมือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่พวกเขาเพิ่งถูกอีกทีมจากแมนเชสเตอร์ ถล่มย่อยยับเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว (แม้จะมีชัยในศึกยูโรป้า ลีก เหนือมัลโม เป็นเครื่องปลอบประโลม) คือการตอกย้ำให้เห็นว่ากุนซือชาวอิตาลีไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้

ในเกมที่เดอะ บริดจ์ เราได้เห็นกันอีกครั้งถึงความพ่ายแพ้ของ Sarri-ball แนวทางฟุตบอลในแบบของกุนซือนักคิดวัยแซยิดที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงเชลซี จากทีมที่เล่นเพื่อชัยชนะให้เป็นทีมที่เล่นเพื่อชัยชนะอย่างสวยงาม

ความพ่ายแพ้ของเชลซีในเกมนี้ ไม่แตกต่างจากอีกหลายคืนวันก่อนหน้าที่ทำผลงานได้น่าผิดหวัง สิ่งที่เป็นปัญหาคือ “ระบบการเล่น” ของพวกเขา และ “แนวทาง” ที่เหมือนจะเริ่มต้นได้อย่างงดงามในช่วงแรก แต่กลายเป็นหายนะในเวลานี้

หากใครคิดจะเอาชนะเชลซีวันนี้ไม่มีอะไรมาก และไม่มีอะไรยาก

ขอแค่ส่งคนไปประกบ จอร์จินโญ่ ไม่ให้เล่นได้ทุกอย่างก็จบ

และมันก็จบจริงอีกครั้งในเกมนี้

อย่างที่เรารู้กันมาสักพักว่าความดื้อด้านของ ซาร์รี่ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เมื่อเขายืนกรานที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

สำหรับซาร์รี่ ฟุตบอลของเขาจำเป็นต้องมีกองกลางที่ชื่อจอร์จินโญ่เป็นศูนย์กลางที่จะคอยกำกับและบังคับบัญชาเกม และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เขายอมที่จะเปลี่ยนเอ็นโกโล ก็องเต้ มิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในโลกให้กลายเป็นกองกลางตัวรุกที่ธรรมดาๆคนหนึ่ง

เช่นกันกับ มาเตโอ โควาซิช กับ รอสส์ บาร์คลีย์ ที่เป็นได้มากที่สุดแค่ตัวประกอบสลับกันลง

เพื่อจอร์จินโญ่ เขายังเขี่ย เซสก์ ฟาเบรกาส อดีตหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก คนที่แม้กระทั่งผู้บรรยายภาษาอังกฤษยังมองว่าต่อให้จะไม่อยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ยังน่าจะสามารถทำอะไรได้ดีกว่ากองกลางอิตาลีสายเลือดบราซิล ไม่ว่าจะในเรื่องของประสบการณ์ การเอาตัวรอด การผ่านบอลขึ้นหน้า หรือแม้แต่ในเกมรับ

ความดื้อด้านของซาร์รี่ ที่ไม่ยอมปรับหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเลยได้ทำร้ายและทำลายลูกทีมที่เขาเชื่อใจที่สุด

จอร์จินโญ่ กลายสภาพจากจอมทัพที่สง่างามเป็นนักเตะตัวตลกที่ทำอะไรไม่ถูกในสนาม จะเชื่อมเกมก็ไม่ได้ จะเล่นเกมรุกก็ไม่ดี เกมรับนั้นไม่ต้องถามถึง

แน่นอนว่าความล่มสลายในแดนกลางสนามยังส่งผลกระทบต่อทั้งเกมรับและเกมรุกอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะในเกมรับที่ต้องรับบทหนักเพราะไม่มีกันชนช่วยรับแรงปะทะให้

สภาพของจอร์จินโญ่ วันนี้ไม่แตกต่างอะไรจากปอล ป็อกบา ในวันวานในวันเวลาที่เงาของโจเซ่ มูรินโญ่ ยังปกคลุมโอลด์ แทรฟฟอร์ด

เล่นในระบบที่เล่นไม่ได้ ไม่มีอะไรเอื้อกันสักอย่าง ทั้งๆที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นศูนย์กลางของทีมเหมือนกัน

ขณะที่ ป็อกบา กลับมาเกิดใหม่ภายใต้โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่มอบอิสระให้กับเขาได้ปลดปล่อยความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการมีส่วนกับ 15 ประตูจาก 12 นัดที่ลงสนาม

ในจำนวนนี้เขายิงเองถึง 9 ประตู ขณะที่อีก 6 ประตูคือการแอสซิสต์

สำหรับวันนี้เป็นอีกเกมที่ ป็อกบา ทำได้ยอดเยี่ยม ทั้งการเปิดบอลให้ อังเดร เอร์เรร่า โหม่งทำประตูแรก และการเติมขึ้นไปโหม่งทำประตูที่สองให้กับทีม ซึ่งเป็น 2 ลูกที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ล้นเหลือของสตาร์ชาวฝรั่งเศส

คำถามคือแล้ว จอร์จินโญ่ จะทำแบบเดียวกับป็อกบาได้ไหม? ในแง่ของการกลับมาเป็นศูนย์กลางความสำเร็จของทีม

คำตอบคือได้ เหมือนที่เขาทำได้ในช่วงต้นฤดูกาล เพียงแต่เขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากซาร์รี่ด้วย ไม่ใช่ถูกปล่อยให้โดนรังแกอยู่กลางสนามแบบนี้

ปรับระบบไหม? ขยับเอา ก็องเต้ มาช่วยไหม? หรือสลับตำแหน่งกัน?​

ทำอะไรก็ได้ ช่วยกันให้พ้นจากวิกฤติตรงนี้ไปก่อน

จานฟรังโก้ โซล่า ผู้ช่วยของเขาพยายามเปรียบเทียบเป๊ป กับซาร์รี่ ว่ามีปีแรกที่ยากลำบากเหมือนกัน แต่ตามความจริงแล้วปีแรกของเป๊ป กับซิตี้ก็ยังไม่ถึงขั้นเจอวิกฤติศรัทธาหนักขนาดนี้ ซิตี้วันนั้นยังพอมองเห็นอนาคตได้บ้าง แต่สำหรับเชลซีภายใต้ระบบการเล่นแบบเดิมที่ไม่การเปลี่ยนแปลงนี้มองไม่เห็นอนาคตอะไรเลย

จริงอยู่ที่การทำงานบางครั้งต้องการเวลา แต่การทำงานบางครั้งก็ต้องมีการปรับและเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยเหมือนกันมิใช่หรือ?

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือลูกทีมจะยังเชื่อมั่นในตัวเขาไหม? หลังเริ่มจับสัญญาณว่านักเตะเชลซีเริ่มออกอาการแบบเดิมคือ “หยุดเล่น” เพื่อผู้จัดการทีมอีกครั้ง

เหมือนที่พวกเขาเคยทำมากับทุกผู้จัดการทีมที่พวกเขาไม่เชื่อมั่น ซึ่งรวมถึง โจเซ่ มูรินโญ่ หรืออันโตนิโอ คอนเต้

ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้มันจบลงด้วยบทสรุปเดิมเสมอ คือการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม

เรื่องนี้น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ กับท่าทีของ โรมัน อบราโมวิช ว่าก่อนเกมนัดชิงลีก คัพที่เวมบลีย์สุดสัปดาห์นี้ คนที่เดินนำลูกทีมลงสนามจะยังชื่อ เมาริซิโอ ซาร์รี่ อยู่หรือไม่?


RELATED POSTS

Thought

ทีมของ “ตัวเอง”

ไข่มุกดำ

ปกติแล้ว “โค้ช” คนใหม่ เช่น อูไน เอเมรี่ จะใช้เวลาเฉลี่ยสัก 2-3 transfer windows นะครับในการสร้างทีมของตัวเองจนกล้าพูดได้เต็มปากว่า นี่แหละคือ ทีมที่ตัวเองต้องการ ทีมที่จะสามารถสร้างรูปแบบการเล่นให้เป็น “ลายเซ็น” ของตัวเองได้

Thought

ใต้การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของ BR

ลูกแม่กิ่ง

ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วสำหรับข่าวการเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเลสเตอร์ซิตี้ของเบร็นแดนร็อดเจอร์ส

Story

WTA ปกป้องสิทธินักเทนนิสสาวลาคลอด

SPORTDesk. Team

สมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง หรือ WTA เผยแพร่กฏใหม่ที่จะใช้ในการแข่งขันฤดูกาล 2019 เป็นต้นไป ผ่านทางหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคม โดยหลักใหญ่ใจความสำคัญ มีประเด็นที่น่าจะเอามาขยายต่อ…นั่นก็คือทาง WTA มีไอเดียแนวความคิด ที่จะปกป้อง “อันดับโลก” หรือแรกกิ้งของนักเทนนิสสาวที่เป็นมือวาง แล้วเกิดการ “ตั้งครรภ์” ขึ้นมา