จุดจบที่แสนโศกของ Sarri-bal

19 February 2019
1,032 VIEWS

ไม่มีอนาคตที่เดอะ บริดจ์ เหลืออยู่สำหรับ เมาริซิโอ ซาร์รี และหากเขาถูกปลดจากการเป็นผู้จัดการทีมเชลซีภายใน 24 ชั่วโมงนับจากนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจ

การตกรอบเอฟเอ คัพ คารังของตัวเองด้วยน้ำมือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่พวกเขาเพิ่งถูกอีกทีมจากแมนเชสเตอร์ ถล่มย่อยยับเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว (แม้จะมีชัยในศึกยูโรป้า ลีก เหนือมัลโม เป็นเครื่องปลอบประโลม) คือการตอกย้ำให้เห็นว่ากุนซือชาวอิตาลีไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้

ในเกมที่เดอะ บริดจ์ เราได้เห็นกันอีกครั้งถึงความพ่ายแพ้ของ Sarri-ball แนวทางฟุตบอลในแบบของกุนซือนักคิดวัยแซยิดที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงเชลซี จากทีมที่เล่นเพื่อชัยชนะให้เป็นทีมที่เล่นเพื่อชัยชนะอย่างสวยงาม

ความพ่ายแพ้ของเชลซีในเกมนี้ ไม่แตกต่างจากอีกหลายคืนวันก่อนหน้าที่ทำผลงานได้น่าผิดหวัง สิ่งที่เป็นปัญหาคือ “ระบบการเล่น” ของพวกเขา และ “แนวทาง” ที่เหมือนจะเริ่มต้นได้อย่างงดงามในช่วงแรก แต่กลายเป็นหายนะในเวลานี้

หากใครคิดจะเอาชนะเชลซีวันนี้ไม่มีอะไรมาก และไม่มีอะไรยาก

ขอแค่ส่งคนไปประกบ จอร์จินโญ่ ไม่ให้เล่นได้ทุกอย่างก็จบ

และมันก็จบจริงอีกครั้งในเกมนี้

อย่างที่เรารู้กันมาสักพักว่าความดื้อด้านของ ซาร์รี่ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เมื่อเขายืนกรานที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

สำหรับซาร์รี่ ฟุตบอลของเขาจำเป็นต้องมีกองกลางที่ชื่อจอร์จินโญ่เป็นศูนย์กลางที่จะคอยกำกับและบังคับบัญชาเกม และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เขายอมที่จะเปลี่ยนเอ็นโกโล ก็องเต้ มิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในโลกให้กลายเป็นกองกลางตัวรุกที่ธรรมดาๆคนหนึ่ง

เช่นกันกับ มาเตโอ โควาซิช กับ รอสส์ บาร์คลีย์ ที่เป็นได้มากที่สุดแค่ตัวประกอบสลับกันลง

เพื่อจอร์จินโญ่ เขายังเขี่ย เซสก์ ฟาเบรกาส อดีตหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก คนที่แม้กระทั่งผู้บรรยายภาษาอังกฤษยังมองว่าต่อให้จะไม่อยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ยังน่าจะสามารถทำอะไรได้ดีกว่ากองกลางอิตาลีสายเลือดบราซิล ไม่ว่าจะในเรื่องของประสบการณ์ การเอาตัวรอด การผ่านบอลขึ้นหน้า หรือแม้แต่ในเกมรับ

ความดื้อด้านของซาร์รี่ ที่ไม่ยอมปรับหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเลยได้ทำร้ายและทำลายลูกทีมที่เขาเชื่อใจที่สุด

จอร์จินโญ่ กลายสภาพจากจอมทัพที่สง่างามเป็นนักเตะตัวตลกที่ทำอะไรไม่ถูกในสนาม จะเชื่อมเกมก็ไม่ได้ จะเล่นเกมรุกก็ไม่ดี เกมรับนั้นไม่ต้องถามถึง

แน่นอนว่าความล่มสลายในแดนกลางสนามยังส่งผลกระทบต่อทั้งเกมรับและเกมรุกอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะในเกมรับที่ต้องรับบทหนักเพราะไม่มีกันชนช่วยรับแรงปะทะให้

สภาพของจอร์จินโญ่ วันนี้ไม่แตกต่างอะไรจากปอล ป็อกบา ในวันวานในวันเวลาที่เงาของโจเซ่ มูรินโญ่ ยังปกคลุมโอลด์ แทรฟฟอร์ด

เล่นในระบบที่เล่นไม่ได้ ไม่มีอะไรเอื้อกันสักอย่าง ทั้งๆที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นศูนย์กลางของทีมเหมือนกัน

ขณะที่ ป็อกบา กลับมาเกิดใหม่ภายใต้โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่มอบอิสระให้กับเขาได้ปลดปล่อยความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ และสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการมีส่วนกับ 15 ประตูจาก 12 นัดที่ลงสนาม

ในจำนวนนี้เขายิงเองถึง 9 ประตู ขณะที่อีก 6 ประตูคือการแอสซิสต์

สำหรับวันนี้เป็นอีกเกมที่ ป็อกบา ทำได้ยอดเยี่ยม ทั้งการเปิดบอลให้ อังเดร เอร์เรร่า โหม่งทำประตูแรก และการเติมขึ้นไปโหม่งทำประตูที่สองให้กับทีม ซึ่งเป็น 2 ลูกที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ล้นเหลือของสตาร์ชาวฝรั่งเศส

คำถามคือแล้ว จอร์จินโญ่ จะทำแบบเดียวกับป็อกบาได้ไหม? ในแง่ของการกลับมาเป็นศูนย์กลางความสำเร็จของทีม

คำตอบคือได้ เหมือนที่เขาทำได้ในช่วงต้นฤดูกาล เพียงแต่เขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากซาร์รี่ด้วย ไม่ใช่ถูกปล่อยให้โดนรังแกอยู่กลางสนามแบบนี้

ปรับระบบไหม? ขยับเอา ก็องเต้ มาช่วยไหม? หรือสลับตำแหน่งกัน?​

ทำอะไรก็ได้ ช่วยกันให้พ้นจากวิกฤติตรงนี้ไปก่อน

จานฟรังโก้ โซล่า ผู้ช่วยของเขาพยายามเปรียบเทียบเป๊ป กับซาร์รี่ ว่ามีปีแรกที่ยากลำบากเหมือนกัน แต่ตามความจริงแล้วปีแรกของเป๊ป กับซิตี้ก็ยังไม่ถึงขั้นเจอวิกฤติศรัทธาหนักขนาดนี้ ซิตี้วันนั้นยังพอมองเห็นอนาคตได้บ้าง แต่สำหรับเชลซีภายใต้ระบบการเล่นแบบเดิมที่ไม่การเปลี่ยนแปลงนี้มองไม่เห็นอนาคตอะไรเลย

จริงอยู่ที่การทำงานบางครั้งต้องการเวลา แต่การทำงานบางครั้งก็ต้องมีการปรับและเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยเหมือนกันมิใช่หรือ?

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือลูกทีมจะยังเชื่อมั่นในตัวเขาไหม? หลังเริ่มจับสัญญาณว่านักเตะเชลซีเริ่มออกอาการแบบเดิมคือ “หยุดเล่น” เพื่อผู้จัดการทีมอีกครั้ง

เหมือนที่พวกเขาเคยทำมากับทุกผู้จัดการทีมที่พวกเขาไม่เชื่อมั่น ซึ่งรวมถึง โจเซ่ มูรินโญ่ หรืออันโตนิโอ คอนเต้

ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้มันจบลงด้วยบทสรุปเดิมเสมอ คือการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม

เรื่องนี้น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ กับท่าทีของ โรมัน อบราโมวิช ว่าก่อนเกมนัดชิงลีก คัพที่เวมบลีย์สุดสัปดาห์นี้ คนที่เดินนำลูกทีมลงสนามจะยังชื่อ เมาริซิโอ ซาร์รี่ อยู่หรือไม่?