“กลิ่นแชมป์” จิ้งจอกสยาม

จังหวะเปลี่ยนตัวลงสนามของ เจมี่ วาร์ดี้ สอดคล้องกับการลงมายิงจุดโทษนาทีที่ 59 คือ “จุดเปลี่ยน” ของเกมจากเวมบลีย์ สเตเดี้ยม ในศึกซูเปอร์ซันเดย์ 10 ก.พ.คู่แรก

ขณะนั้น สกอร์ไลน์ คือ 1-0 โดยเจ้าถิ่นสเปอร์สออกนำในครึ่งแรกจากลูกครอสส์ของ คริสเตียน เอริคส์เซ่น ให้ ดาวินสัน ซานเชส โหม่งตุงตาข่าย นาทีที่ 33

ครึ่งแรกที่เป็นฝ่ายตาม เลสเตอร์ ซิตี้ ของกุนซือ โคลด ปูเอล ไม่ได้เล่น “ขี้เหร่” และสร้างสรรค์โอกาสได้ไม่เป็นรอง

ครึ่งหลัง ยิ่งหนังคนละม้วน เพราะทีมจิ้งจอกสยามเล่นได้ดีมาก และมีโอกาสจะทำประตูได้มากมาย แต่ทำอย่างไรก็ส่งลูกบอลไม่ผ่าน ฮูโก้ ญอริส ที่รับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ได้สบาย

โดย 1 ในลูกเซฟ คือ การเซฟจุดโทษจาก วาร์ดี้ ดังกล่าว ที่หลังการเซฟประมาณ 3 นาที เอริคส์เซ่น ก็ยิงประตู 2-0 โดยฉกฉวยความผิดพลาดจาก ริคาร์โด เปเรย์ร่า ที่เคลียร์บอลไม่ดี

เรียกได้ว่า “จุดเปลี่ยน” ราว ๆ 4 นาทีทำให้ เลสเตอร์ ที่เล่นได้ดีมากในครึ่งหลังที่เปิดฉากมา 15 นาทีในช่วงนั้นต้องเป็นฝ่ายตาม 0-2 แทนที่จะเสมอกัน 1-1

แน่นอน เลสเตอร์ มาได้ประตูตีไข่แตกจากความ “คลาสสิค” พุ่งเข้าฮอร์สในกรอบ 6 หลาของวาร์ดี้ที่ “แก้ตัว” ได้สำเร็จ

แต่เบ็ดเสร็จแล้ว ญอริส เซฟได้ดีจริง ๆ และจิ้งจอกสยามเองก็ “จังหวะ” ไม่เป็นใจเองด้วย เฉพาะอย่างยิ่งดาวรุ่ง ฮาร์วีย์ ลูอิส บาร์นส ตัวริมเส้นฝั่งซ้ายที่หลุดเดี่ยวยังยิงติดนายทวารแชมป์โลก

ในเกมที่โอกาสยิง 18 ครั้ง (สเปอร์ส 7 ครั้ง), เข้ากรอบ 9 ครั้ง (สเปอร์ส 5 ครั้ง) แปรเปลี่ยนเป็นประตูได้เพียง 1 ลูก

คอร์เนอร์ เลสเตอร์ 9 ครั้ง, สเปอร์ส 2 ครั้ง; ครอสส์ 22: 16 ครั้ง, ใบเหลือง 1: 3 ใบ

เรียกได้ว่า แทบทุกสถิติ ยกเว้นจำนวนประตู และครองบอล (47:53%) เลสเตอร์ ทำได้ดีกว่าทั้งหมด

ยิ่งดู ก็ยิ่งแปลกใจ โดยเฉพาะฟอร์มในครึ่งหลังอย่างที่บอกครับว่า ปูเอล และเด็ก ๆ มาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร?

หรือ 5 นัดหลังในลีก ได้เพียง 1 แต้มจากลิเวอร์พูล นอกนั้นแพ้ เฉพาะอย่างยิ่งเกมที่ผ่านมาก็ไม่ได้ขี้เหร่กับแมนฯยูฯ (แพ้ 0-1) รวมถึงเกมนี้

ดังนั้น เอาสถิติแค่เจอ “บิ๊กโฟร์” ทั้งแมนฯซิตี้ ที่ชนะ 2-1, เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1, แพ้แมนฯยูฯ 0-1 และแพ้สเปอร์ส 1-3 (โดยประตู 3-1 ของ ซอน เฮือง มิน ยิงตอนทดเจ็บขณะที่เลสเตอร์ ดาหน้ากันบุกเลยโดยโต้กลับจากกลางสนาม)

ทีมจิ้งจอกสยาม คู่ควรกับ “ผลลัพธ์” ที่ดีกว่านี้

ใช่ครับ “กรณี วาร์ดี้” น่าจะถูกหยิบยกมาศึกษาว่า นักเตะที่ได้เพียงแค่วอร์มข้างสนาม และถูกเปลี่ยนตัวลงมาหยิบบอลจากมือ เจมส์ แมดดิสัน มัน “เสี่ยง” จะพลาดมากไปหรือไม่?

คือ ผมจะไม่พูดว่าเป็นความผิดพลาดนะครับ

แต่จะแค่ตั้งข้อสังเกต เพราะไม่ว่านักเตะระดับโลกเพียงใด แต่การยังไม่ชินกับบรรยากาศ จังหวะ โมเมนตัม ของเกมการแข่งขันขนาดนั้น แล้วลงไปยิงจุดโทษทันที

“โอกาส” จะไม่เป็นดั่งใจมันมีมากจริง ๆ

อย่างไรก็ดี แม้จะพลาดโทษ, หลุดเดี่ยวยิงไม่ได้ หรือพลาดโน่นนิด นี่หน่อย

แต่ “จิ้งจอกสยาม” ยังมีมุมโพสิทีฟให้หยิบจากลอนดอนกลับบ้านมากมายจากฟอร์มในครึ่งหลังเกมนี้ หรือแม้แต่ในเกมกับ “บิ๊กทีม” อย่าง แมนฯซิตี้, ลิเวอร์พูล, แมนฯยูฯ และสเปอร์ส

ครับ เล่นแบบนี้มี “กลิ่นแชมป์” แบบ 2 ปีก่อน และเล่นได้แบบนี้ใคร ๆ ก็กลัวครับ ปล.ผมขออนุญาตพักประเด็น “ลุ้นแชมป์” สักวัน เรื่องจากเกม ซิตี้ – เชลซี จึงขอยกยอดเป็นวันพรุ่งนี้นะครับ


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

โมราต้าใกล้ได้ไปตราหมี…?

SPORTDesk. Team

ช่วงมกราคมเป็นช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบสอง ซึ่งในช่วงหลัง ๆ มานี้ บรรยากาศไม่ค่อยคึกคักเท่าไร เพราะการซื้อตัว หรือดึงนักเตะคนใดก็ตามมาในช่วงนี้ ดูจะเป็นการ “เสี่ยง”

Thought

ฟุตบอลโลก 2018: ทำไมเยอรมัน คือ “เต็งหนึ่ง” ?

ไข่มุกดำ

การ “ไม่เลือก” เลอรอย ซาเน่ เป็น 1 ใน 23 ขุนพลเยอรมันชุดป้องกัน “แชมป์โลก” คือ 1 ใน 4 เหตุผลที่จะพิสูจน์ในบั้นปลายว่า ทำไม “เยอรมัน” จึงมีสิทธิ์เป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จ นับจาก “บราซิล” ที่ทำได้ในปี 1958 ตามด้วย 1962

Story

ปรากฏการณ์ชัยชนะ10นัดรวดของปืนใหญ่

SPORTDesk. Team

ชัยชนะเหนือเลสเตอร์ ซิตี้ 3-1 ของอาร์เซน่อล ทำให้เกิดกระแสให้แฟนบอลทั่วโลกพูดถึงอย่างมากมาย เพราะจากชัยชนะนัดนี้ ทำให้อูไน เอเมรี่ กุนซือใหม่แห่งถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทำสิ่งที่อาร์เซน่อลทำไม่ได้มานานเป็นเวลา 10 ปีเต็มแล้ว นั่นคือการเก็บชัยชนะต่อเนื่อง 10 นัดรวด